post

แนะนำเทรนด์การทำ SEO ปี 2021 รับรองติดหน้าแรก Google แน่นอน

อย่างที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า ‘Google’ เป็น Search Engine ที่ไดรับความนิยมมากที่สุดในไทย เนื่องจากใช้งานง่าย ค้นหาเป็นภาษาไทยได้ และมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้ล้ำสมัย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หลาย ๆ ธุรกิจที่มีการทำการตลาดออนไลน์พยายามปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ของตัวเองให้ถูกต้องตามหลักการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เพื่อให้หน้าเว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ หรืออย่างน้อยหน้าแรกในการค้นหาด้วยคำค้นที่กำหนดไว้ แต่เทรนด์การทำ SEO ปี 2021 จะมีอะไรปรับเปลี่ยนไปจากเดิมบ้างนั้น วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก

Featured Snippets
ความหมายของ Featured Snippets คือ การอันดับที่ก่อนอันดับ 1 หรืออันดับ 0 ทำให้ลำดับนี้มีชื่อเรียกว่า Rank Zero โดยเป็นตำแหน่งที่มีเนื้อหาที่ผู้ใช้งานต้องการมากที่สุด สำหรับวิธีที่จะให้เว็บไซต์ติดลำดับ 0 นั้นทางเว็บไซต์ควรทำให้เว็บไซต์ของตัวเองติดหน้าแรกอยู่เสมอและพยายามใช้คีย์เวิร์ดที่เฉพาะเจาะจงหรือหลากหลาย ซึ่งข้อดีของการติดลำดับนี้จะเพิ่มอัตราการเข้าชมและสร้างความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์

Google “E-A-T”
สำหรับความหมายของคำว่า Google “E-A-T” เป็นการแสดงเนื้อหาตามที่ Google ต้องการ คำว่า E คือ Expertise แปลว่าความเชี่ยวชาญ A คือ Authoritativeness แปลว่าความเป็นเจ้าของ และ T คือ Trustworthiness แปลว่าความน่าเชื่อถือ โดยรวมแล้วจึงหมายความว่าเว็บไซต์ต้องมีความถูกต้อง เป็นข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ และเป็นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งเว็บไซต์ที่ได้เข้าข่ายกรณี Google “E-A-T” จะเป็นเว็บไซต์ประเภทที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน

Search Intent
ปัจจุบันการสร้างคีย์เวิร์ดอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการทำ SEO แต่ต้องดูว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่ดูคอนเทนต์แบบไหนมากที่สุดจากคำค้นเดียวกัน ซึ่งนอกจากบทความที่หลายคนคุ้นเคยแล้ว ยังสามารถสร้างคอนเทนต์ประเภทวิดีโอ รูปภาพ เสียง ก็ได้ เพราะฉะนั้นหากเลือกใช้คอนเทนต์ได้ตรงตามความต้องการของคนทั่วไป ก็จะทำให้เพิ่มอันดับของเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น

Voice Search
ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลนี AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ จึงทำให้การค้นหาด้วยเสียงมีความสำคัญขึ้น ซึ่งขณะนี้เริ่มมีการพัฒนาให้ใช้กับภาษาไทยได้แล้ว ทำให้มีการคาดการณ์ว่าในอนาคตจะมีการใช้งาน Voice Search มากขึ้น ดังนั้นการปรับเนื้อหาของเว็บไซต์ให้สามารถค้นหาด้วย Voice Search ได้ จะช่วยเว็บไซต์ติดอันดับที่ดีได้ สำหรับวิธิทำเว็บไซต์ให้รองรับการใช้งาน Voice Search สามารถทำได้โดยการเขียนบทความเชิงภาษาพูด วิเคราะห์คีย์เวิร์ดในกลุ่ม Voice Search สร้างหน้าคำถาม FAQ มากกว่า 1 หน้า ศึกษาการใช้งานแอปพลิเคชันเสียง และที่สำคัญควรศึกษาเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการใช้ Voice Search จาก Google โดยละเอียด

และนั่นก็คือความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับเทรนด์การทำ SEO ปี 2021 ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากปรับปรุงคอนเทนต์ต่าง ๆ ให้ทันสมัยเข้ากับเทคโนโลยีแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เจ้าของเว็บไซต์ควรให้ความสำคัญคือ ข้อกำหนดของ Google ในการปรับปรุงเว็บไซต์ เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกใน Google ได้ง่ายขึ้นแล้ว

post

แชร์ 4 ข้อควรจำ ช่วยให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การทำ SEO ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งของการตลาดออนไลน์ที่นักธุรกิจออนไลน์หลายคนให้ความสำคัญ ยิ่งเราออกแบบเว็บไซต์และคอนเทนต์ SEO ได้ตามที่ Google ต้องการมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะติดอันดับบนหน้าการค้นหามากเท่านั้น ดังนั้น วันนี้เราจึงจะมาแนะนำ 4 ข้อควรจำไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจขายสินค้าหรือบริการประเภทไหนก็ตาม ซึ่งจะช่วยให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพมากขึ้น

1) ใส่คีย์เวิร์ด SEO กระจายให้ทั่วถึงและหลายตำแหน่ง
หัวใจสำคัญของ SEO คงหนีไม่พ้นการใส่ “คีย์เวิร์ด” ให้เหมาะสม ควรใส่ในส่วนสำคัญต่าง ๆ ที่ “อัลกอริทึม” ของ Google จะมาเก็บข้อมูลเป็นอันดับแรก เช่น หัวข้อ-ชื่อเรื่อง, คำอธิบาย (Meta Description) และเนื้อเรื่องตามความเหมาะสมอย่างละ 2-3 ครั้ง ไม่ควรมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้คอนเทนต์ของเราถูกมองว่าเป็น “สแปม” และยังจะสร้างความน่ารำคาญให้กับคนที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราอีกด้วย

2) เลือกคีย์เวิร์ดให้ดีก่อนใช้
การเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมนั้น ควรผ่านการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมช่วยวิเคราะห์คีย์เวิร์ด SEO เช่น Google search console เพื่อให้คอนเทนต์ต่าง ๆ ในเว็บไซต์มีโอกาสติดอันดับมากขึ้น หรือเทคนิคง่าย ๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างการเลือกใช้คำสั้น ๆ ที่มีผู้นิยมใช้สืบค้นในช่องค้นหาของ Google การเลือกคำที่ผู้ใช้นิยมค้นหาจริงจะยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสติดอันดับมากขึ้นนั่นเอง

3) เลือกคีย์เวิร์ดที่มีความจำเพาะเจาะจง
นักธุรกิจออนไลน์บางคนนิยมใช้คำสั้น ๆ ที่มีความหมายกว้าง ๆ เช่น รองเท้า, กระเป๋า, เสื้อผ้า ฯลฯ โดยหวังว่าจะเข้าถึงคนจำนวนมาก แต่ความเป็นจริงแล้ว เราควรใช้คีย์เวิร์ดที่มีความยาวประมาณหนึ่งและเฉพาะเจาะจง สามารถระบุกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงลักษณะของสินค้า เช่น “iphone 12 ราคา ล่าสุด 2020 เครื่องเปล่า”, “กางเกง ยีนส์ ขา สั้น 3 ส่วน ผู้หญิง”, “nike air max 270 ราคา ของ แท้” ฯลฯ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการมากขึ้น

4) ใช้โปรแกรม Yoast SEO ประเมินคุณภาพของ SEO ที่เราทำ
นอกจากการใส่คีย์เวิร์ดให้เหมาะสมตาม 3 ข้อที่กล่าวมาแล้ว หากเว็บไซต์ใช้ระบบ WordPress เรายังต้องฝึกฝนการใช้งานโปรแกรม Yoast SEO เพื่อช่วยวิเคราะห์อย่างละเอียดอีกชั้นหนึ่งว่า คอนเทนต์หรือบทความ SEO ที่เราทำนั้นมีคุณภาพในระดับใด สามารถแข่งขันกับบทความอื่น ๆ ในหมวดเดียวกันที่ออนไลน์อยู่แล้วได้หรือไม่ เพื่อช่วยให้เราสามารถวางแผนและปรับปรุงเนื้อได้ตามความเหมาะสมนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้คีย์เวิร์ด SEO จากทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมานี้ ยังเป็นเพียงแค่กลยุทธ์พื้นฐานของการทำ SEO เท่านั้น เพราะนอกจากทั้ง 4 ข้อนี้แล้ว การออกแบบเว็บไซต์ในเชิงเทคนิคก็ยังมีความสำคัญไม่แพ้กัน เช่น การดาวโหลดข้อมูลที่รวดเร็ว ไม่ล่มบ่อย รวมถึงใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อนจนผู้ใช้ไม่อยากกลับเข้ามาใช้บริการอีก ล้วนเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับง่ายขึ้นทั้งสิ้น

post

เทคนิคพื้นฐานการคิดคีย์เวิร์ด และการวางในเนื้อหาเพื่อ SEO ที่มีประสิทธิภาพ

หลายคนอาจสงสัยว่า คีย์เวิร์ด (Keyword) คืออะไร ทำหน้าที่เหมือนกุญแจหรือเปล่า เรามาทำความเข้าใจกับคำว่า คีย์เวิร์ดไปพร้อม ๆ กัน เพราะคำ ๆ นี้มีความหมายอย่างมากต่อการทำการตลาดออนไลน์ที่เราเรียกว่า SEO

คีย์เวิร์ด คือ คำที่ผู้คนต้องการค้นหาเพื่อได้มาซึ่งคำตอบ จึงนำไปพิมพ์ลงใน Google search และกระบวนการนี้เองที่ทำให้ คอนเทนต์หรือเว็บไซต์ที่เราต้องการโปรโมทได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในหน้าแรกของ Google ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ ซึ่งเทคนิคพื้นฐานในการคิดคีย์เวิร์ดและการวางลงในเนื้อหาอย่างมีประสิทธิภาพทำได้ดังนี้

1.ให้ความสำคัญกับการค้นหาคีย์เวิร์ด เพราะการที่เราใช้คีย์เวิร์ดที่ถูกตัว ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้คนค้นพบเว็บไซต์ของเรามากขึ้นด้วย

2.แบ่งประเภทของคีย์เวิร์ดให้ชัดเจน เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการวางโครงสร้างงานเขียน ดังนี้

  • คีย์เวิร์ดประเภท Mass Keyword เป็นคำกว้าง ๆ ไม่เฉพาะเจาะจง แต่มีปริมาณการค้นหาสูง และติดอันดับมาก เหมาะเป็น keyword ตั้งต้นในการค้นหา
  • คีย์เวิร์ดประเภท Niche Keyword คือ คำที่ขยายความ Mass Keyword มีความเฉพาะเจาะจง มีปริมาณค้นหาไม่สูงมาก แต่ถ้าหากเว็บไซต์ติดอันดับในหน้าแรกด้วยคำ Niche Keyword ก็เป็นการเพิ่มโอกาสในการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • คีย์เวิร์ดประเภท Long tail Niche Keyword เป็นคำเฉพาะ ที่ผู้ค้นใช้เพื่อค้นหาสินค้าและบริการที่ต้องการอย่างละเอียด เช่น มีการระบุถึงรุ่น สี ยี่ห้อ ราคา ส่วนลด โปรโมชัน เป็นต้น

3.หลักในการเลือกคำ ควรถึงประเภทของธุรกิจและบริการของเรา คำที่ใช้เป็นคีย์เวิร์ดก็ควรแสดงถึงอัตลักษณ์และตัวตนของธุรกิจและบริการนั้น ๆ อย่างชัดเจนและตรงกลุ่มเป้าหมาย เช่น น้ำหอม สำหรับผู้ชาย วัยทำงาน หรือ รองเท้าแตะสำหรับเดินเล่นชายหาด หรือ เสื้อผ้าสำหรับเทรนด์ฤดูหนาวปีนี้

4.การค้นหาคีย์เวิร์ดเพิ่มเติม ทำได้โดยการสังเกต เช่น เมื่อนำคำว่า “น้ำดื่มผสมวิตามิน” ไปค้นหาบน Google ก็จะมีคีย์เวิร์ดอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกันหรือมีความเกี่ยวข้องกันแสดงปรากฏอยู่ที่ด้านล่างของผลการค้นหาด้วย เช่น จะมีคำว่า น้ำดื่มผสมวิตามินดีไหม, น้ำดื่มผสมวิตามิน pantip, น้ำดื่มวิตามิน ดีจริงหรือ เป็นต้น

จากนั้นให้นำคีย์เวิร์ดที่ได้เหล่านั้นมาใส่ประกอบในชื่อบทความ หรือชื่อหน้าเพจ และเลือกใช้คำเหล่านั้นวางแทรกคละกันไปในเนื้อหา เพื่อให้ได้ใจความครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม นอกจากเทคนิคพื้นฐานในการคิดและเลือกใช้คีย์เวิร์ดอย่างถูกต้องแล้ว การเขียนคอนเทนต์ให้น่าสนใจและมีความแตกต่างจากเว็บไซต์อื่น ๆ ก็เป็นการช่วยเปิดมุมมองของผู้อ่าน สร้างจุดเด่น จุดแข็งและจุดขายให้กับเว็บไซต์และบริการนั้น ๆ อีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นการใช้ Google Trends เป็นเครื่องมือในการค้นหาคีย์เวิร์ดก็เป็นตัวช่วยสำคัญในการคิดคีย์เวิร์ด และเลือกใช้คีย์เวิร์ดซึ่งเป็นที่นิยมของผู้คนจำนวนมาก เท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายหาเว็บไซต์ของเราเจอได้โดยง่ายดาย และนั่นหมายถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO เพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด เช่น การสร้างแบรนด์ หรือเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น

post

หนังสือสอน SEO สำหรับมือใหม่!

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีเว็บไซต์มากมายที่สอนวิธีการทำ SEO หรือ Search engine optimization แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นเพียงการสอนเป็นบทความสั้น ๆ ไม่ได้อธิบายไว้โดยละเอียด การอ่านจากหนังสือที่สอนการทำ SEO ตั้งแต่พื้นฐานจึงไม่เพียงช่วยให้เข้าใจหลักการทำ SEO ได้ชัดเจนมากกว่าเท่านั้น แต่ยังสะดวกในการทดลองปฏิบัติด้วย ทั้งนี้หนังสือที่เหมาะสำหรับนักการตลาดมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มหัดทำ SEO มีดังนี้

ดันเว็บไซต์ให้ดังด้วย SEO 2nd Editor หนังสือสอนทำ SEO ตั้งแต่พื้นฐานโดยใช้ Platform ล่าสุดที่ Google พัฒนามาใช้อธิบายให้กับนักการตลาดมือใหม่ เพื่อให้นักการตลาดมือใหม่สามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงสอนวิธีการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับบนหน้าแรกของ Google ภายในเล่มมีเนื้อหาแบ่งย่อยออกเป็น 8 บท เนื้อหาเน้นความรู้พื้นฐานในการทำ SEO เป็นหลัก

ทำ SEO ให้ร้านออนไลน์ เพิ่มยอดขายด้วยเงิน 0 บาท หนังสือสอนทำ SEO ที่ออกแบบมาเพื่อนำไปปรับใช้กับร้านค้าออนไลน์โดยตรง เนื่องจากอาชีพขายของออนไลน์เป็นอาชีพที่มีการแข่งขันสูง การเรียนรู้เทคนิคในการทำ SEO ให้กับร้านค้าออนไลน์จึงเป็นความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อปรับร้านค้าให้ถูกจัดอยู่ในอันดับแรก ๆ ของการค้นหา เนื้อหาภายในเล่มเน้นที่การวิเคราะห์คีย์เวิร์ดและการนำคีย์เวิร์ดไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อร้านค้ามากที่สุด

คัมภีร์ SEO เนื้อหาภายในหนังสือเน้นที่การสอนแบบปฏิบัติ โดยให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ SEO ไปจนถึงการวิเคราะห์เว็บไซต์ การตั้งค่าเว็บไซต์ รวมถึงการเช็ค Backlink ซึ่งเป็นส่วนประกอบเสริมที่มือใหม่ควรรู้ เทคนิคทำให้คะแนนเว็บไซต์สูงเพื่อสร้างเว็บไซต์ที่ Google มองว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้

สูตรลับปรับเว็บให้แรงด้วย SEO หนังสือที่เหมาะสำหรับงานออนไลน์ทุกประเภท เริ่มตั้งแต่การสอนวิธีใช้งานเว็บไซต์ Keyword Search ต่าง ๆ ไปจนถึงการปรับตั้งค่าเว็บไซต์ที่ Google เน้นย้ำมากที่สุดในปัจจุบัน รวมถึงสอนการใช้เครื่องมือฟรีต่าง ๆ ของ Google เทคนิคเกี่ยวกับการทำ Backlink หรือการแลกลิงก์ และเพิ่มเทคนิคการสร้างความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์

เก่ง Keyword + SEO ให้ครบสูตร เนื้อหาภายในหนังสือเน้นเรื่อง Keyword เป็นหลัก โดยสอนตั้งแต่วิธีการหาคีย์เวิร์ดที่ดี การวิเคราะห์คีย์เวิร์ด การใช้เครื่องมือเกี่ยวกับคีย์เวิร์ดพร้อมเทคนิคในการนำคีย์เวิร์ดไปปรับใช้ในการทำ SEO รวมถึงสอนเกี่ยวกับการทำ Google Ads และ Google AdSense ที่เป็นการทำโฆษณาเพื่อสร้างรายได้เข้าสู่เว็บไซต์ด้วย

ในปัจจุบัน SEO หรือ Search Engine Optimization มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการทำเว็บไซต์ การทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จจึงต้องหมั่นหาความรู้และฝึกปฏิบัติบ่อย ๆ พร้อมทั้งหาเทคนิคเพิ่มเติม เพื่อผลักดันเว็บไซต์ให้มีอันดับที่ดีขึ้นไปสู่หน้าแรกหรืออันดับต้น ๆ ได้ตามเป้าหมาย

post

SEO หัวใจสำคัญของการตลาดออนไลน์

เมื่อระบบการค้าขาย และการทำธุรกิจสมัยใหม่ เปลี่ยนมาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ตามยุคดิจิทัล การทำตลาดจึงต้องมีเครื่องมือเฉพาะและแตกต่างไปจากวิธีการเดิม ๆ หากแต่อยู่บนพื้นฐานความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภค หนึ่งในเครื่องมือหลักของการตลาดยุคดิจิทัลนั้น มีคำว่า SEO อยู่ด้วยแน่นอน

SEO เป็นคำย่อมาจาก Search Engine Optimization เป็นวิธีการที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ใน Search Engine ยอดนิยมอย่าง Google หรือ Bing เพื่อให้จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มตาม

ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากผู้คนบนโลกออนไลน์ได้ใช้ Search Engine โดยเฉพาะ Google เพื่อการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ตามความสนใจมากและบ่อย ไม่น้อยไปกว่า สื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook, Instagram และ Line ล่าสุดมีการรายงานข้อมูลว่าแต่ละวันจะมีคนค้นหาข้อมูลบน Google มากกว่า 3,500,000,000 ครั้ง หรือ 40,000 ครั้ง/วินาที ทั้งการหาข้อมูลสำหรับซื้อสินค้า,ข้อมูลร้านอาหาร ท่องเที่ยว และการจ้างงาน เว็บไซต์ที่สามารถแสดงข้อมูลเป็นอันดับต้น ๆ ของ Googleได้ จึงถือเป็นเว็บไซต์ที่มีจำนวนผู้เข้าชมเป็นจำนวนมหาศาลด้วยเช่นกัน หากจะให้เห็นภาพชัด ๆ ก็คงเปรียบได้กับเป็นร้านค้าที่อยู่ในทำเลทอง มีคนเดินผ่านไปมาตลอดเวลา ซึ่งทำให้ผู้คนเหล่านี้ได้เห็นสินค้าโดยไม่ต้องทำโฆษณาเลย

แล้วเจ้าของเว็บไซต์ควรทำ SEO อย่างไร ?

คำตอบง่าย ๆ คือต้องทำเว็บไซต์ให้ตรงตามเกณฑ์การของ Google ให้มากที่สุด โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสิ่งที่ Googleให้ความสำคัญมากเป็นลำดับต้น ๆ คือเรื่อง เนื้อหา โครงสร้างและความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ โดยมีคำแนะนำถึงวิธีการและ เทคนิค SEO เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมคุณภาพให้กับเว็บไซต์ หลายเรื่องได้แก่

คีย์เวิร์ด (Keyword) ถือเป็นหัวใจสำคัญของเนื้อหาที่ปรากฏบนเว็บไซต์ คีย์เวิร์ด จะต้องสามารถสื่อความหมายได้อย่างชัดเจนว่าเว็บไซต์นั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร และจำเป็นต้องระบุคีย์เวิร์ดในจุดต่าง ๆ ของเนื้อหาอย่างเหมาะสม

ความเร็ว ในการเปิดเนื้อหาเว็บไซต์ (Speed) ต้องมากพอ เนื่องจาก ผู้คนให้ความสำคัญกับการเปิดเนื้อหาเว็บไซต์ที่มีความรวดเร็วมากกว่า เรื่องของความเร็วนี้ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ Google นำมาใช้คำนวณการจัดลำดับตำแหน่งผลการค้นหาเว็บไซต์ด้วย

ต้องรองรับการทำงานของแท็บเล็ตและ มือถือ (Responsive) เพราะทั้งสองอย่างนี้เป็นช่องทางการค้นหาเว็บไซต์และข้อมูลที่เติบโตอย่างรวดเร็วกว่าการค้นหาผ่านคอมพิวเตอร์

สร้างความเด่นให้กับรูปภาพ (Image) เนื่องจากมีการค้นหารูปภาพผ่าน Google มากขึ้น เจ้าของเว็บไซต์จึงต้องหาวิธีการช่วยให้รูปภาพเป็นที่รู้จักด้วย รูปภาพที่นำมาใช้บนเว็บไซต์ควรมีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ และควรใช้นามสกุลของรูปภาพให้ทันสมัย

นอกจากนี้ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับเว็บไซต์ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัย (Security) ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ Google ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการมีระบบป้องกันการเข้าโจมตีของแฮกเกอร์ (Hacker)

เทคนิคและเคล็ดลับของ SEO เหล่านี้ หากถูกนำไปใช้อย่างเหมาะสมก็จะทำให้ตำแหน่งการค้นหาเว็บไซต์ใน Search engine อยู่ในลำดับต้น ๆ ได้ไม่ยาก

แล้วเจ้าของเว็บไซต์ควรทำ SEO อย่างไร

post

ข้อดีและข้อจำกัดเกี่ยวกับ SEO ที่ทุกคนควรรู้

SEO หรือ search engine optimization เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้คนทำเว็บไซต์รุ่นใหม่ศึกษา และพัฒนาให้อันดับในการสืบค้นผ่าน Google ดีขึ้น เพื่อได้ผลลัพธ์ที่ดี คือ เพิ่มยอดขายและทำให้มีลูกค้ามากขึ้นต่อเนื่อง

แต่การทำ SEO ก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ซึ่งเราได้รวบรวมมาฝากกัน เพื่อให้ทุกท่านได้เข้าได้และคาดหวังผลได้ถูกต้องก่อนการเริ่มทำ ดังนี้

1. การทำ SEO ไม่จำเป็นต้องจ้าง

การทำ SEO สามารถเรียนรู้ทำได้ด้วยตนเองโดยการอ่านจากหนังสือเข้าคอร์สและเรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรง จะทำให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้างบริษัทเอกชนได้ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเปิดร้านค้าออนไลน์ที่มีต้นทุนน้อย ควรลดต้นทุนให้มากที่สุด

แต่หากเป็นเว็บไซต์ใหญ่ ๆ หรือเจ้าของกิจการที่ต้องทำงานหลายอย่างพร้อม ๆ กัน เช่น การบริหาร การวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ฯลฯ ก็อาจเลือกจ้างทำ SEO ถ้าประเมินแล้วคุ้มค่าเวลามากกว่า

2. จ้างโฆษณา SEM เสริมได้

การทำโฆษณา SEM หรือ search engine Marketing เป็นการประมูลพื้นที่โฆษณาในหน้าผลการค้นหาของ Google ให้ปรากฏในอันดับต้น ๆ และต้องมีการประมูลพื้นที่ระหว่างหลาย ๆ เว็บไซต์ที่ต้องการใช้ keyword เดียวกัน เป็นสิ่งที่ควรทำเสริมกับ SEO เฉพาะช่วงที่มีโปรโมชั่นสินค้าใหม่ ๆ ที่ต้องการกระตุ้นยอดขาย โดยประเมินแล้วว่ารายได้จะคุ้มค่ากับรายจ่ายนี้

อย่างไรก็ตาม แม้จะทำ SEO อย่างเดียว เว็บไซต์คุณก็มีอันดับที่ดีและมียอดขายสูงได้ เพียงอาศัยความสม่ำเสมอในการทำ หากคุณเป็นบริษัทที่มีงบประมาณน้อย ไม่ต้องการลงทุนมาก แนะนำให้ทำ SEO เป็นหลักจนเข้าใจภาวะเสถียรของการตลาดออนไลน์ในสายธุรกิจตัวเอง หากมีงบประมาณเหลือจึงค่อยทำ SEM เสริม

3. ต้องใช้ระยะเวลาสะสมข้อมูล

การทำ SEO ต้องให้ระบบ algorithm ของ Google มาเก็บข้อมูลสำรวจเป็นระยะ โดยต้องเข้าไปใน Google search Console ลงทะเบียนยืนยันตัวตนและแจ้งโดเมนที่ต้องการให้ Google มาเก็บข้อมูลก่อน

การทำ SEO ต้องอาศัยระยะเวลาเห็นผลโดยเฉลี่ย 3 ถึง 6 เดือนสำหรับธุรกิจทั่วไป และอาจมากถึง 1 ปี สำหรับธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง เพื่อให้อันดับ average position เปลี่ยนแปลง ต่างจากการจ้างทำโฆษณาซึ่งเห็นผลในช่วงไม่กี่วัน

4. เสริมภาพลักษณ์ธุรกิจ

การทำ SEO จะช่วยให้เว็บไซต์คุณดูทันสมัยและมีเอกลักษณ์ขึ้น เนื่องจากต้องมีการทำทั้งโครงสร้างเว็บไซต์ให้สวยงามใช้ง่าย ในระบบโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ การเชื่อมโยงลิงก์กับเพจหรือเว็บไซต์อื่น ๆ การใส่เนื้อหาที่มี keyword น่าสนใจตรงกับการสืบค้น ฯลฯ

การปรับปรุงองค์ประกอบเหล่านี้อยู่เสมอ จะทำให้แบรนด์ดูทันสมัยและมียอดขายที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนด้วย

จะเห็นได้ว่า SEO มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด การเรียนรู้ให้เข้าใจหลักการและนำมาพัฒนาเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการทำการตลาดรูปแบบอื่น ๆ จะทำให้คุณมีโอกาสประสบความสำเร็จในธุรกิจมากยิ่งขึ้นได้

การทำ SEO ก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด

post

หา keyword อย่างไรให้เว็บไซต์ SEO มีอันดับ

การใช้ keyword ที่เหมาะสมในการทำบทความให้เว็บไซต์ SEO เป็นสิ่งที่จะต้องใส่ใจมาก เนื่องจาก keyword คือหัวใจของการผลิตบทความ หากเลือกคำที่ตรงกับการค้นหาของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจริง ๆ จะทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร เชื่อมโยงสู่โอกาสในการสร้างแบรนด์ รวมถึงเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการตามมาได้ การเลือก keyword จึงจำเป็นต้องดูเทคนิคแบบมืออาชีพ ดังนี้

ค้นหา keyword SEO คุณภาพอย่างไร

การหา keyword SEO ตามระบบ search engine optimization ที่ Google มีมาตรฐานในการคัดกรองคุณภาพของเว็บไซต์นั้น โดยทั่วไปสามารถหาได้จากวิธีที่ง่าย สะดวกและรวดเร็วที่สุด คือ การลองพิมพ์ด้วยตัวเองในช่อง Google Search เกี่ยวกับสินค้า เช่น หากคุณทำเว็บไซต์เพื่อขายเฟอร์นิเจอร์ ก็สามารถที่จะลองพิมพ์ใน ช่อง Google Search ดังกล่าว จากนั้นจะพบว่าระบบแสดงตัวอย่างคำแบบอัตโนมัติ เช่น คำว่า เฟอร์นิเจอร์ ชลบุรีเฟอร์นิเจอร์ไม้ เฟอร์นิเจอร์ มือสอง เฟอร์นิเจอร์ห้องนอน ฯลฯ คำเหล่านี้ คือ คำที่มีการใช้ค้นหาจริงในกลุ่มคนไทย ที่ต้องการหาเฟอร์นิเจอร์ไว้ในบ้าน

จากนั้นก็เลือกคำที่เหมาะสมกับสินค้าและบริการที่มีอยู่ เพื่อไปผลิตบทความ SEO ได้ต่อไป หรืออาจใช้การสังเกตจากคำแนะนำในด้านล่างของการค้นด้วย Google search ที่เรียกว่า Google related search จากที่เราพิมพ์คำลงไปแล้ว จะมีตัวอย่างคำต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย ที่ด้านล่างสุดของหน้าจอ เช่น เฟอร์นิเจอร์ มินิมอล สไตล์ แนะนำ แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ เฟอร์นิเจอร์ สวย ลดราคา ฯลฯ คำเหล่านี้ก็สามารถนำมาผลิตบทความที่ไม่ซ้ำใคร ก็จะได้รับความดึงดูดใจจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากยิ่งขึ้นเช่นกัน

นอกจาก วิธีการแบบพื้นฐานที่กล่าวมาแล้ว ยังสามารถใช้เว็บไซต์ Ubersuggest ในการวิเคราะห์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ชั้นนำอันดับ 1-10 ต้น ๆ ในหน้าแรกของการสืบค้นด้วย Google search ว่ามีค่า Traffic หรือค่า CTR (Click through Rate) หมายถึงอัตราจำนวนครั้งของการคลิกเข้ามาชมต่อจำนวน 100 ครั้งที่มองเห็นในหน้าผลการค้นหา โดยแสดงผลแยกกันแต่ละ keyword ซึ่งหาก keyword ได้รับความนิยมสูง ก็สามารถนำมาใช้เพื่อสร้างบทความ SEO โดยคาดหวังผลลัพธ์สูงได้ ว่าจะได้รับความนิยมมากเช่นเดียวกันกับเว็บไซต์ชั้นนำเหล่านั้น

หากเข้าไปชมในเว็บไซต์ Ubersuggest จะสังเกตได้ง่าย ๆ ว่าจะมี keyword ที่เป็น long tail keyword คือ keyword ที่มีความยาวและจำเพาะเจาะจงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ที่มีค่า traffic และ CTR สูง เช่น คำว่า เฟอร์นิเจอร์ มือสอง ญี่ปุ่น, เฟอร์นิเจอร์ ห้องนอน ราคาถูก, เฟอร์นิเจอร์ สวย ๆ ราคาถูก เป็นต้น ซึ่งการใช้ข้อมูลทางสถิติเหล่านี้และตัวอย่างจากผลการวิเคราะห์ของระบบมาช่วยในการเลือก keyword SEO ก็สามารถทำให้ได้บทความที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่าวิธีในการเลือก keyword มาใช้ในบทความ SEO มีอยู่หลายวิธี หวังว่าเทคนิคที่นำเสนอข้างต้น จะเป็นประโยชน์ต่อคนทำเว็บไซต์ SEO ในการเสริมสร้างความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์มากยิ่งขึ้น

หา keyword อย่างไรให้เว็บไซต์ SEO มีอันดับ

post

ทำไมจึงควรทำ SEO ตั้งแต่เนิ่นๆ ที่เปิดเว็บไซต์

SEO เป็นเทคนิคที่นักการตลาดชั้นนำแนะนำให้ผู้ที่กำลังคิดเปิดเว็บไซต์ที่เป็นคนรุ่นใหม่ยุค 2019 ทำตั้งแต่เนิ่น ๆ เนื่องจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการได้มากยิ่งขึ้น เสริมอำนาจในการแข่งขันทางการตลาดได้สูงเทียบเคียงกับเว็บไซด์ที่เปิดมานานนับ 10 ปี ขอเพียงมีความสม่ำเสมอในการทำ SEO เท่านั้น

การทำ SEO Search Engine Optimization ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

1. On-Page SEO เป็นการออกแบบและปรับปรุงโครงสร้างภายในเว็บไซต์และองค์ประกอบต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ได้แก่

การผลิตบทความที่ใช้ Keyword เหมาะสม ไม่ใส่เกิน 3-4 Keyword ต่อหนึ่งเรื่องโดยมีการกระจายอยู่ในส่วนต่าง ๆ ที่ทำให้บทความอ่านแล้วธรรมชาติ ที่สำคัญ คือ ต้องมีความทันสมัยในเนื้อหา และไม่มีการละเมิดลิขสิทธิ์จากเพจอื่น อันทำให้บทความนั้นกลายเป็นสแปม (Spam) ที่ทำให้อันดับ SEO ร่วงลงไปได้

การออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่าย ทั้งในหน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีการวิจัยว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ใช้โทรศัพท์มือถือในการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ผู้ที่กำลังคิดทำเว็บไซต์ในปีนี้ จึงควรคิดและใส่ใจองค์ประกอบด้านนี้ให้มาก

การคิดโลโก้และสีธีมที่จะใช้ประจำเว็บไซต์ ควรจะสื่อสารถึงแบรนด์ที่ชัดเจน เช่น คุณผลิตสินค้าที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ ก็ควรจะใช้สีประจำเพจ เป็นสีน้ำตาล สีครีม สีเขียว ที่สื่อสารถึงความปลอดภัย ไร้สารพิษ เป็นต้น

2. Off-Page SEO เป็นการเชื่อมโยงเว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณ เข้ากับเว็บไซต์ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่ขายสินค้าในหมวดที่เชื่อมโยงกันได้ เช่น คุณขายผลิตภัณฑ์จำพวกของใช้เด็ก ก็สามารถเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนลิงก์กับเว็บไซต์ที่ขายสินค้าสำหรับแม่ตั้งครรภ์ ของเล่นเด็ก อาหารเพื่อสุขภาพ ฯลฯ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังสามารถแนะนำข้อมูลที่มีประโยชน์แก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ที่รวมตัวกันในห้องแชทต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสนใจในการดูแลสุขภาพด้วยการเลือกบริโภคน้ำสะอาด และน้ำผักผลไม้สดยิ่งขึ้น กรณีที่คุณขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น เครื่องกรองน้ำ เครื่องปั่นน้ำผลไม้ เครื่องสกัดแยกกากผักผลไม้ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า เทคนิคการทำ SEO เป็นสิ่งที่สามารถเริ่มได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ในการออกแบบพัฒนาเว็บไซต์ เพื่อให้ไม่ต้องแก้ไขในภายหลัง อันจะเป็นการเสียโอกาสในการแข่งขันกับธุรกิจรายอื่น ทั้งยังเป็นวิธีที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาให้ Search Engine แม้แต่บาทเดียว

หวังว่าบทความนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกท่านที่ต้องการเปิดเว็บไซต์ทำธุรกิจออนไลน์ และให้ความสำคัญกับการทำ SEO ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นยิ่งขึ้น เพื่อให้ประสบความสำเร็จทั้งด้านยอดขายและมีลูกค้าประจำเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว

Off Page SEO เป็นการเชื่อมโยงเว็บไซต์

post

ทำไมการทำ Meta description จึงสำคัญต่อการทำเว็บไซต์ SEO

การทำเว็บไซต์ SEO หรือ ทำตามระบบ search engine optimization ที่ Google กำหนด เป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากระบบ algorithm ของ Google จะวิเคราะห์คุณภาพของเว็บไซต์และจัดอันดับให้อยู่ด้านบนในหน้าต่างการนำเสนอ เมื่อมีการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ จึงมีโอกาสที่จะขายสินค้าและบริการได้มากกว่าเว็บไซต์อื่น ๆ

meta description สำคัญอย่างไร

การทำ meta description ที่เหมาะสม ยังเป็นตัวช่วยที่สำคัญในการทำให้เว็บไซต์ SEO สามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดี เพิ่มอัตราการคลิกเข้ามาชมข้อมูลเพิ่มในเว็บไซต์ และเพิ่มยอดขายสินค้าได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจาก meta description เป็นการสรุปความของเนื้อหาเพจ ที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายสามารถใช้เวลาอ่านเพียงไม่กี่วินาที เพื่อการประเมินว่าควรคลิกเข้ามาอ่านข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียดเพิ่มเติมในเพจหรือไม่

หากเว็บไซต์ใดที่ปฏิบัติตามหลัก SEO ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงในส่วนโครงสร้าง การทำ link เชื่อมโยงเพจ การผลิตบทความที่มีคุณภาพ แต่ไม่ได้ทำ meta description ก็เท่ากับขาดส่วนสำคัญในการดึงดูดใจลูกค้า

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเว็บไซต์จำนวนมาก ที่ใช้เทคนิคการผลิตบทความที่มีการซ้ำคัดลอกหรือมีเนื้อหาที่เป็นการขายสินค้ามากจนเกินไป ซึ่งทำให้ผู้ใช้บริการไม่ประทับใจและรู้สึกว่ากำลังเสียเวลาในการอ่านข้อมูล การมีส่วน meta description ที่จะแสดงทุกครั้งใต้ส่วน title หรือ หัวเรื่อง เมื่อลูกค้าพิมพ์ค้นหาด้วยคีย์เวิร์ด ใน Google search จะทำให้ลูกค้าเห็นข้อมูลสรุปก่อนที่จะคลิกเข้ามา เท่ากับช่วยลดความเสี่ยงในการต้องเสียเวลากับเว็บไซต์ที่คุณภาพต่ำmeta description สำคัญอย่างไร

บริษัทรับจ้างทำ SEO หรือ นักเขียนงานแนว SEO จึงควรทำส่วน meta description ที่มีคุณภาพ มีคีย์เวิร์ดตรงกับในบทความและหัวข้อที่นำเสนอ เพื่อแสดงถึงความจริงใจและความซื่อสัตย์ต่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย อันเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ สร้างความทันสมัยให้แก่เว็บไซต์ และทำให้มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายคลิกเข้ามาอ่านข้อมูลสินค้าและบริการ ทั้งเลือกซื้อสินค้าที่จำหน่ายมากยิ่งขึ้น

ส่วน meta description ควรจะจำกัดความยาวให้อยู่ที่ประมาณ 150 คำ เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการทำ คือ เป็นการสรุปความที่ลัดสั้น จึงควรมีความกระชับ ตรงประเด็น และใช้ภาษาที่เป็นทางการเชื่อถือได้ให้มากที่สุด จะทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมั่นใจได้ว่าข้อมูลในเว็บไซต์จะตรงกับสินค้าและบริการที่กำลังมองหา ขณะเดียวกันก็จะทำให้อันดับของ SEO จากระบบ algorithm วิเคราะห์ได้ดียิ่งขึ้น (หากความยาวมากเกินไป จะเป็นผลลบต่อการจัดอันดับ SEO แทน)

จะเห็นได้ว่า ส่วน meta description มีความสำคัญ ควรทำโดยผู้มีความชำนาญ เพื่อให้ลูกค้าเป้าหมายเข้าใจประเด็นที่ต้องการสื่อสารได้ดี และช่วยดึงดูดใจให้คลิกเข้ามาชม เพื่อส่งเสริมอันดับ SEO เพิ่มค่า traffic และเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการให้มากยิ่งขึ้น

post

ทำไมทำธุรกิจการโรงแรมจึงต้องทำเว็บไซต์ SEO

การทำรีสอร์ตและการโรงแรมเป็นประเภทธุรกิจที่มีการแข่งขันกันสูง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีความผันผวนมาก และระบบเศรษฐกิจส่งผลทำให้การท่องเที่ยวลดน้อยลงโดยภาพรวม

นักธุรกิจกลุ่มการโรงแรมจึงจำเป็นต้องทำเว็บไซต์เพื่อให้มีโอกาสเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์โปรโมชั่นห้องพักในวันต่าง ๆ ตามเทศกาลด้วย

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ควบคู่กับการเสริมภาพลักษณ์ของโรงแรมได้ โดยนักธุรกิจการโรงแรมต้องให้ความสำคัญกับ 2 องค์ประกอบหลัก คือ

1. ส่วน On-Page SEO ได้แก่

การเลือก Keyword ที่เหมาะสม ตรงกับการสืบค้นของกลุ่มนักท่องเที่ยว เช่น รีสอร์ตของคุณเหมาะกับนักท่องเที่ยวกลุ่มใด วัยทำงาน เดินทางคนเดียว หมู่คณะหรือแบบครอบครัว คนไทยหรือชาวต่างชาติ จะต้องเลือก Keyword ที่เหมาะสมในการเขียนบทความและหัวข้อที่ดึงดูดใจให้คนเข้ามาคลิกชมเพจ

คุณภาพของบทความ ต้องเลือกทีมนักเขียนที่มีประสบการณ์ในการท่องเที่ยวเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนักท่องเที่ยวมักมองหาสถานที่แปลกใหม่ที่ใกล้กับโรงแรมที่พัก หากเลือกทีมนักเขียนที่ไม่สามารถผลิตเนื้อหาเชิญชวนให้รู้จักสถานที่ท่องเที่ยวได้ ก็จะทำให้การทำ SEO ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร (ทั้งนี้ ต้องไม่มีการคัดลอกข้อมูลจากแหล่งอื่น เพราะจะทำให้ถูกลดอันดับ SEO และเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย)

เลือกธีมสีตัวอักษร ออกแบบโลโก้ที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ เพราะจะทำให้ลูกค้าจดจำสถานที่พักของคุณได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ ควรเลือกสีให้ความรู้สึกเป็นมิตรและเป็นกันเองกับนักท่องเที่ยว เช่น โทนสีอบอุ่น อย่างสีน้ำตาล สีครีม สีเขียว เป็นต้น

การสร้างสื่อหรือคลิปที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของห้องพักรีสอร์ต รวมถึงบรรยากาศทั้งภายในและโดยรอบของโรงแรม โดยต้องสอดคล้องกับ Keyword ที่เลือกใช้

2. ส่วน Off-Page SEO

เป็นการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ตามห้องสนทนาต่าง ๆ เช่น Pantip หรือ Facebook เพื่อให้ผู้ที่สนใจอ่าน ทั้งนี้ หากมีผู้ขอคำแนะนำสถานที่พัก คุณก็สามารถแปะลิงก์เว็บไซต์โรงแรม เพื่อให้เกิด Traffic มาที่เว็บไซต์ จะทำให้เพิ่มอันดับ SEO ในการค้นหาดีขึ้น และเพิ่มฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นด้วย

หากต้องการเพิ่มยอดจองห้องพักให้สูงขึ้นตลอดทั้งปี ควรเร่งศึกษาการทำ SEO และปรึกษานักพัฒนาเว็บไซต์หรือผู้ออกแบบเว็บไซต์ที่มีประสบการณ์ เพื่อการปรับปรุงให้เหมาะสมตามหลักเกณฑ์ของ Search Engine ทั้ง Bing, Yahoo และ Google แม้การทำ SEO ต้องใช้เวลาในการเห็นผล 6 เดือนถึง 1 ปี แต่ก็นับว่าคุ้มค่ากับผลที่ได้ในระยะยาว

จากที่กล่าวมา จึงสรุปได้ว่าการทำเว็บไซต์ SEO มีความสำคัญต่อเว็บไซต์การโรงแรม ให้ถูกจัดอยู่ในอันดับการสืบค้นที่ดีขึ้น ส่งผลต่อให้ธุรกิจการโรงแรมของคุณได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณา

ทำไมทำธุรกิจการโรงแรมจึงต้องทำเว็บไซต์ SEO