post

5 สิ่งที่ควรทำ เมื่อต้องการสร้างเพจ facebook ให้ได้เงิน และผลทาง SEO

Facebook ถูกจัดอันดับให้เป็น Social media อันดับ 1 ของโลก (ข้อมูลอัปเดต ณ เดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2564) เนื่องจากมีผู้ใช้งานจำนวนมากถึง 1.8 ล้านกว่าคน ทำให้ Facebook fanpage จึงเป็นช่องทางที่สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี เช่น ใช้เป็นพื้นที่แสดง Portfolio เพื่อให้ลูกค้าได้เข้ามาดูผลงานที่เคยผ่านมา ช่วยในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเจ้าของเพจ, โดยสิ่งที่ควรทำเมื่อต้องการสร้างเพจ Facebook เพื่อสร้างรายได้ และผลดีทาง SEO มีดังนี้

1.ตั้งเป้าหมายในการทำเพจให้ชัดเจน การสร้าง Facebook fanpage สามารถสร้างรายได้จากหลายช่องทาง เช่น การขายสินค้าหรือบริการ, การขายโฆษณา, การเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้กับผู้อื่น หรือการขายเพจที่มีจำนวนผู้ติดตามมากกว่า 1,000 คน ขึ้นไป เป็นต้น เพราะการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนนั้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้จากเพจได้มากกว่า

2.กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าสู่เพจ การกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นปัจจัยที่ช่วยกำหนดทิศทางการทำเพจให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น เพจ “คิ้วต่ำ” เป็นเพจคำคม ที่ตั้งเป้าหมายในการสร้างคอนเทนต์เพื่อให้กำลังใจ โดยใช้ภาพการ์ตูนที่ดูสบายตา โทนสีอ่อนละมุนตาและนำสถานการณ์ปัจจุบันมาประยุกต์ให้เกิดคอนเทนต์ที่ทันสมัยถูกใจกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ช่วงอายุ 20 – 40 ปี เป็นต้น ซึ่งการมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ก็ส่งผลดีต่อ SEO โดยตรง เพราะกลุ่มเป้าหมายเมื่อเข้ามาเพจแล้ว จะมีส่วนร่วมมากกว่ากลุ่มคนทั่วไปที่เพียงผ่านมาพบเห็น

3.กำหนดคาแรคเตอร์ของตัวเอง การกำหนดแนวทางของตัวเองให้มีความชัดเจน เช่น เพจคิ้วต่ำ เลือกใช้ภาษาวัยรุ่น ตัวการ์ตูนที่มีลายเส้นเรียบง่ายและสีสันสบายตา เป็นต้น ไม่เพียงแต่ทำให้เพจดูสวยงามเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เกิดภาพจำที่ช่วยให้เพจเป็นที่จดจำได้ดีกว่าด้วย

4.ศึกษาเพจประเภทเดียวกันที่มีผู้ติดตามเยอะ การหมั่นเข้าไปศึกษาเพจประเภทเดียวกันที่มีจำนวนผู้ติดตามเยอะจะช่วยในเรื่องการอัปเดตข้อมูลที่กลุ่มเป้าหมายกำลังให้ความสนใจเพื่อนำข้อมูลมาปรับใช้กับเพจและสร้างคอนเทนต์ที่มีความสดใหม่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่ติดตามเพจ ซึ่งการสร้างคอนเทนต์ที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายจะช่วยให้เกิดการตอบโต้ เช่น การกดไลก์ แชร์ หรือคอมเมนต์มากยิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อ SEO โดยตรง

5.หมั่นลงคอนเทนต์อยู่เสมอ การหมั่นอัปเดตคอนเทนต์ลงเพจอยู่เสมอจะช่วยให้เกิดการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กดติดตามเพจได้เห็นคอนเทนต์ใหม่ ๆ ของเพจเป็นประจำ และได้คะแนน SEO ที่ดีด้วย เพราะบอทของ search engine จะประเมินว่ามีความเคลื่อนไหวและเนื้อหาใหม่ ๆ อยู่เสมอ

การสร้างรายได้จาก Facebook fanpage สามารถสร้างรายได้ต่อเดือนได้ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักแสนบาทได้ แต่ผู้ทำเพจจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน หมั่นอัปเดตคอนเทนต์ที่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันและโพสต์คอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการเข้าถึงและการติดตามเพจจากกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้

post

3 วิธีจัดการคอนเทนต์บทความแบบ SEO ให้ถูกใจ Google ยุค 2021

การทำคอนเทนต์ให้เป็นบทความแบบ SEO ที่จะสามารถนำพาเว็บไซต์หรือ Social ของคุณไปสู่อันดับต้น ๆ ของ Google ได้นั้นไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เพียงแต่คุณต้องเข้าใจหลักการทำให้ถูกใจ Google ในยุค 2021 ที่มีการปรับเปลี่ยนการให้คะแนนเว็บไซต์ต่าง ๆ และคอนเทนต์จำนวนมากที่อยู่บนโลกออนไลน์ เพื่อที่จะสามารถดันคอนเทนต์นั้น ๆ ให้ตรงความต้องการของผู้ที่ค้นหามากที่สุด ซึ่งคุณสามารถใช้ 3 วิธีจัดการบทความในสไตล์ SEO ให้เข้าถึง Google ได้มากขึ้น ดังนี้

1.ทำให้มีคุณภาพ
เรื่องของคุณภาพถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก ไม่ว่าคุณจะทำเว็บไซต์หรือโซเชียลในด้านใดก็ตาม ถ้าคุณมีความรู้เฉพาะด้านที่ไม่ว่าจะเป็นแบบลงลึกหรือการอธิบายที่สามารถเข้าใจได้ง่าย ผู้ที่ติดตามย่อมรู้สึกอยากอ่านเนื้อหาของคุณมากขึ้นแน่นอน ดังนั้นการเลือกผู้เขียนที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน หรือเป็นผู้เขียนที่มีความสามารถด้านการวางคีย์เวิร์ดและการเลือกใช้คีย์ที่เหมาะสมต่อเนื้อหาที่เขียน การใช้รูปภาพประกอบและสื่อต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงต่อบทความที่เขียนอยู่ได้ พร้อมการวางโครงสร้างตามแบบ SEO ได้แนบเนียน มีปริมาณเนื้อหาที่เหมาะสม เพียงเท่านี้บทความของคุณก็จะกลายเป็นกระแสที่ทำให้คนเข้ามาอ่านอย่างต่อเนื่อง พร้อมแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีคนคลิกเข้าชมสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ และกลายมาเป็น Volume สูงบน Traffic ของเว็บไซต์ ที่จะผลักดันให้เว็บหรือเพจบน Facebook ของคุณขึ้นไปอยู่อันดับต้น ๆ ของ Google ได้ง่ายมากกว่าเดิม

2.ความยาวต้องเหมาะสม
การเขียนบทความแบบ SEO ในยุคนี้ จะมาในสไตล์ Long Form ที่สามารถอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับเนื้อหาที่คุณต้องการบอกต่อผู้อ่านได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งทาง Google ได้มีการวิเคราะห์แล้วว่าบทความจำนวน 2,000 คำขึ้นไปและสูงสุดที่ 3,000 คำ กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ยิ่งถ้าบทความนั้น ๆ มีการวางหัวข้อไว้อย่างเหมาะสม จัดเรียงเนื้อหาได้น่าอ่าน มีการจัดวางส่วนต่าง ๆ เพื่อให้อธิบายได้ชัดเจนมากขึ้น จะยิ่งถูกใจผู้อ่านและถูกใจ Google จนขึ้นไปเป็นอันดับ 1 ของหน้าแรก Google ได้ง่ายกว่าที่คาดคิด

3.มีความเป็น Original
บทความที่เป็น Original หรือเป็นต้นฉบับ เป็นการเขียนงานที่มีความสดใหม่ ถือเป็นงานที่เว็บไซต์หรือแฟนเพจยุคนี้ต้องการมากที่สุด เพราะการเขียนบทความที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบสดใหม่ จะยิ่งช่วยส่งเสริมให้ Google มองเห็นความสำคัญของเนื้อหานั้น ๆ แล้วผลักดันให้สู่หน้าแรกได้เร็วมากยิ่งขึ้น

การเลือกหานักเขียนที่มีชื่อเสียงหรือมีฝีมือด้านการทำงานบทความ จะมีความสำคัญอย่างมากต่อการทำ SEOคอนเทนต์ในรูปแบบของบทความของปี 2021 เพราะผู้ที่ Search หา Keyword ไม่ได้มองหาเพียงแค่คีย์ที่สนใจเท่านั้น แต่ยังมีการนำชื่อนักเขียนหรือผลงานของนักเขียนไป Search หาเพิ่มเติม ดังนั้นจึงกลายมาเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะทำให้คอนเทนต์บทความภายในเว็บของคุณอาจจะได้อานิสงส์คือ​ มียอดค้นหาและการคลิกเข้ามาอ่านเพิ่มมากขึ้น

post

รู้จัก “คีย์เวิร์ด” SEO 7 ประเภท ช่วยเพิ่มปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์

สำหรับคนที่เป็นนักทำคอนเทนต์หรือเขียนบทความออนไลน์น่ารู้จักเทคนิคการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization กันไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะความสำคัญของการใช้ “คีย์เวิร์ด” (Keyword) ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ได้รับการจัดอันดับดี ๆ บนหน้าการค้นหาของ Search Engine ต่าง ๆ

สำหรับวันนี้ เราก็จะไปทำความรู้จัก คีย์เวิร์ด” SEO 7 ประเภท ที่จะช่วยเพิ่มปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์

  1. คำนามสั้น (Short-tail Keyword)
    การใช้คำนามสั้น (Short-tail Keyword) เป็นคำที่ไม่มีความเฉพาะเจาะจง ส่วนใหญ่มักเป็นคำที่มีความหมายกว้าง ๆ ระบุชื่อสิ่งของ ชื่อคน หรือชื่อสถานที่ ซึ่งคำประเภทนี้มักมีจำนวนผู้คนหามากที่สุด ทำให้เป็นคำที่มีคู่แข่งเยอะตามไปด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่าง รองเท้า, กระเป๋า, รถจักรยาน ฯลฯ
  2. คำนามยาว (Long-tail Keywords)
    การใช้คำนามยาว (Long-tail Keywords) เป็นคำที่ช่วยเพิ่มความเฉพาะเจาะจงให้มากขึ้น ช่วยจำกัดขอบเขตการค้นหาให้แคบลงด้วยการบอกลักษณะหรือจุดเด่นต่าง ๆ ต่อท้าย เช่น รองเท้าผ้าใบสำหรับวิ่ง, รองเท้านักเรียน, กางเกงขาสั้นผู้หญิง เป็นต้น
  3. คำกลาง ๆ ที่เนื้อหาตายตัว (Long-term evergreen keyword)
    คำกลาง ๆ ที่เนื้อหาตายตัว (Long-term evergreen keyword) เป็นคำลักษณะกลาง ๆ ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็จะมีคนค้นหาใน Search Engine ด้วยคำเหล่านี้เสมอ ข้อมูลของเนื้อหาที่เกี่ยวกับคำประเภทนี้ค่อนข้างจะตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ยกตัวอย่าง แบบฝึกหัดคณิตศาสตร์, ประโยชน์ของวิตามินซี, ประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ เป็นต้น
  4. คำนามสั้น ๆ ที่เป็นกระแส (Short-term fresh keyword)
    คำนามสั้น ๆ ที่เป็นกระแส (Short-term fresh keyword) หมายถึงคำสั้น ๆ ที่กำลังเป็นกระแสในสังคมขณะนั้น อาจจะเป็นคำที่เป็นไวรัลในสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น ส้มหยุด, เที่ยวทิพย์, พระมหาเทวีเจ้า ฯลฯ หรือเป็นคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับคน, ข่าวการเมือง หรืออาชญากรรมที่เกิดขึ้นในขณะนั้นก็ได้เช่นเดียวกัน โดยสามารถสังเกตจากสื่อโซเชียลว่าคำไหนที่ติดเทรนด์ในช่วงนั้น
  5. คำระบุลักษณะเด่นของลูกค้า (Customer defining keyword)
    คำลักษณะเด่นของลูกค้า (Customer defining keyword) เป็นการนำลักษณะเด่นของลูกค้ามาใช้ร่วมกับคำประเภท Short-tail Keyword ทำให้เกิดคีย์เวิร์ดที่มีความเฉพาะเจาะจง เช่น กางเกงผู้หญิงอวบ, รองพื้นผิวแทน, ทรงผม สาวผมหยักศก เป็นต้น
  6. คำลักษณะเด่นของสินค้า/บริการ (Product defining keyword)
    ลักษณะเด่นของสินค้า/บริการ (Product defining keyword) เป็นคำที่นำลักษณะเด่นของสินค้าหรือบริการมาใช้ในการทำ SEO เช่น ยี่ห้อ, รุ่น, ลักษณะ ฯลฯ ยกตัวอย่าง โฮสเทลกรุงเทพ ราคาถูก, กองทุน ABC ผลตอบแทนสูง, รองเท้าผ้าใบ (ชื่อแบรนด์) ใส่สบาย เป็นต้น โดยลักษณะของคำประเภทนี้ที่ดีควรเป็นคำที่มีการค้นหาพอประมาณ มีคู่แข่งน้อย มีความเฉพาะเจาะจงสูง
  7. คำระบุตำแหน่งที่ตั้ง Geo-targeting keyword
    คำระบุตำแหน่งที่ตั้ง (Geo-targeting keyword) เป็นการบอกตำแหน่งที่ตั้งต่อท้ายคำประเภท Short-tail Keyword ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเฉพาะเจาะจง และจำกัดขอบเขตการค้นหามากขึ้น อีกทั้งยังสามารถดึงดูดความสนใจจากลูกค้าในพื้นที่มากขึ้นด้วย เช่น ร้านอาหารทะเล มหาชัย, โรงแรมแถวมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ร้านกาแฟวิวสวยปาย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับอัลกอริทึมของ Search Engine ต่าง ๆ เช่น Google ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อหลายปีก่อนมาก ผู้ทำ SEO จึงต้องค้นคว้าหาคีย์เวิร์ดที่ตรงใจผู้ใช้ โดยสามารถเริ่มต้นจากไอเดียคีย์เวิร์ดทั้ง 7 ประเภทข้างต้น ก็จะสามารถต่อยอดในการผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพและเป็นที่สนใจของผู้ชมได้ดียิ่งขึ้น

post

แนวคิดทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับ ยอดขายพุ่ง

หากว่ากันถึงเรื่อง SEO เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินกันมาบ้าง เนื่องจาก SEO นั้นเป็นสิ่งที่หลาย ๆ เว็บไซต์นำไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีคุณสมบัติ คุณลักษณะต่าง ๆ ที่มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ดังนั้น หากว่าเรามีการเปลี่ยนแปลง พัฒนาเว็บไซต์ของแบรนด์ สินค้าและธุรกิจของเราด้วยการทำ SEO แล้วล่ะก็ เชื่อได้ว่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจของเราในระยะยาวอย่างแน่นอน

มาเริ่มต้นด้วยการทำความรู้จักกับ SEO กันก่อน การทำ Search Engine Optimization หรือ SEO เป็นการปรับแต่งโครงสร้าง ภาพลักษณ์ของเว็บไซต์ การปรับแต่งโค้ดต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ รวมถึงการการปรับแต่งความรวดเร็วในการที่จะเข้าถึงเว็บไซต์ของเรา ในส่วนของรายละเอียด รูปแบบ ในเนื้อหาที่เราจะนำไปใส่ในเว็บไซต์ของเรา ให้มีความถูกต้องเหมาะสม มีลักษณะต่าง ๆ ที่แสดงอยู่บนหน้าเว็บไซต์ ตรงกับความต้องการของเว็บ Search Engine ที่ต้องการให้ทำเป็นมาตรฐานเหมือนกันทั่วโลก

ประโยชน์ที่มากมายของ SEO ทำให้เราสามารถยกอันดับเว็บไซต์ของเราให้อยู่ในหน้าการค้นหาที่ดีขึ้น อย่างที่เรามักจะพบเห็นการพิมพ์ การกดค้นหาด้วยคำต่าง ๆ เช่น การค้นหาเว็บสำหรับซื้อสินค้าหรือบริการใด ๆ ก็จะมีการใส่คำสำคัญลงไปในช่องค้นหาของทางเว็บไซต์ Google แล้วเมื่อกดค้นหาก็จะพบว่ามีเว็บไซต์ต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเราก็จะเลือกกดค้นหาเว็บไซต์แรก ๆ ที่ขึ้นมาหรือแสดงในหน้าแรกก่อนเว็บไซต์อื่น ๆ ซึ่งเว็บไซต์เหล่านั้นก็จะมีโอกาสที่จะเป็นตัวเลือกอันดับแรกที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ ทั้งนี้การแสดงผลจะมีการแสดงเว็บไซต์หน้าละ 10 อันดับ คือ 1-10 สำหรับหน้าแรก สำหรับหน้าที่สอง จะเป็นอันดับ 11-20 ซึ่งการทำ SEO ที่ดี มีประสิทธิภาพนั้น เว็บไซต์ควรจะอยู่ในผลการค้นหาหน้าแรก อันดับที่ 1-10 ซึ่งจะเพิ่มยอดการกดเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างมาก และมีโอกาสทำให้มีผู้คนคลิกเข้ามาชมในเว็บไซต์ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่รักษาอันดับเดิมไว้ได้

จุดสำคัญของการทำ SEO ประกอบไปด้วยหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งชื่อเว็บไซต์หรือโดเมนเนม Title ชื่อจำกัดความบน คำอธิบาย เนื้อหาของเว็บไซต์ หน้าเว็บไซต์ ที่มีความเหมาะสมสอดคล้อง ตรงกับคีย์เวิร์ดต่าง ๆ รวมทั้งการเลือกโฮสติ้งที่ดี มีคุณภาพและมาตรฐาน ก็จะช่วยทำให้การทำ SEO ประสบความสำเร็จได้ตามที่ต้องการ

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO คือแนวทางของการเพิ่มยอดขาย เพิ่มจำนวนลูกค้า ช่วยทำให้เว็บไซต์ของเรามีโอกาสถูกค้นหาและพบเห็นได้มากขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าจะเป็นวิธีที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่เป็นวิธีที่ดีและเหมาะสมกับยุคปัจจุบันที่มีการแพร่หลายของสื่อออนไลน์และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และหากทำอันดับที่ 1ในผลการค้นหาได้ ก็จะส่งผลดีต่อยอดขายอย่างชัดเจน

post

รวมความเชื่อผิด ๆ ของการทำ SEO ที่อาจทำให้เว็บไซต์ตกอันดับอย่างน่าเสียดาย

การตลาดออนไลน์ถือเป็นเทรนด์การตลาดที่มาแรงมากในปัจจุบัน เหตุผลสำคัญเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เน้นรับคอนเทนต์ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ หรือวิทยุ แต่ปัจจุบันกลับใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์วันละหลายชั่วโมง นั่นทำให้การตลาดออนไลน์มาแรงเสียจริง ๆ และสำหรับวิธียอดนิยมต้องยกให้การทำ SEO หรือการปรับเว็บไซต์เพื่อให้ติดอันดับต้น ๆ ของ Search Engine แต่ถึงอย่างนั้นก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำ SEO ซึ่งเป็นเหตุผลให้เว็บไซต์ตกอันดับอย่างน่าเสียดาย

ความเชื่อผิด ๆ ของการทำ SEO ที่ทำให้เว็บไซต์ไม่ติดอันดับเสียที

1.คิดว่าการใส่คีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ เป็นเรื่องดี
แม้ว่าคีย์เวิร์ดจะมีส่วนสำคัญในการผลักดันเว็บไซต์ติดอันดับ แต่ถึงอย่างนั้นต้องมาพร้อมแนวทางถูกต้อง ตั้งแต่การวิเคราะห์คีย์เวิร์ดตรงตามกลุ่มเป้าหมาย การเลือกใช้ทั้งคีย์เวิร์ดสั้น คีย์เวิร์ดยาว และคีย์เวิร์ดใกล้เคียง โดยการใส่คีย์เวิร์ดมากเกินไป ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดี เพราะอาจทำให้ Search Engine มองว่าเป็นสแปมก็ได้

2.คัดลอกคอนเทนต์จากเว็บไซต์อื่น
คอนเทนต์คุณภาพนับเป็นหัวใจสำคัญอันดับต้น ๆ ของการทำ SEO เลยก็ว่าได้ แต่ปัญหาที่ทำให้คะแนนเว็บไซต์ไม่ดีขึ้นคือการคัดลอกคอนเทนต์จากเว็บไซต์อื่น โดยวิธีนี้อาจทำให้ถูกแบนจาก Search Engine วิธีที่ถูกต้องจึงควรครีเอทบทความใหม่ และอย่าลืมให้ความสำคัญเรื่องความยาวคอนเทนต์ที่ไม่ควรสั้นหรือยาวจนเกินไป

3.ไม่ทำลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่น
หลายคนเกรงว่าการทำลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่นจะทำให้ลูกค้าคลิกออกจากเว็บไซต์คุณไปอย่างง่าย ๆ ซึ่งแม้ว่าจะใช่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรทำลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่นไว้บ้าง เพราะจะทำให้ลูกค้าเห็นว่าการเข้ามายังเว็บไซต์คุณนั้นมีประโยชน์และมีโอกาสกลับมาใช้บริการซ้ำ

4.Backlink ยิ่งเยอะ ยิ่งดี
แม้ว่าการถูกคลิกผ่าน Backlink จะช่วยเพิ่มจำนวนยอดเข้าชมของเว็บไซต์ได้ แต่หากเป็นการฝากลิงก์ในเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องและฝากลิงก์มากเกินไป Search Engine มีโอกาสตรวจจับได้ว่าเป็นสแปมและทำให้เว็บไซต์คุณไม่ถูกแสดงในหน้าการค้นหาอีกเลย

5.ยอดขายปังแน่ ถ้าติดหน้าแรก Search Engine
แม้ว่าเหตุผลการทำ SEO คือทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ของ Search Engine เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือและมีคนเห็นจำนวนมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้การันตีว่ายอดขายจะดี เพราะอย่าลืมว่ายังมีปัจจัยอื่น เช่น ราคา คุณภาพ ความคุ้มค่า โดยควรคำนึงเสมอว่าการทำ SEO คือการตลาดออนไลน์รูปแบบหนึ่งที่ควรทำควบคู่กับการพัฒนาสินค้าไปด้วย

ใครที่ยังเข้าใจการทำ SEO แบบผิด ๆ หรือผลักดันเว็บไซต์เท่าไหร่อันดับก็ไม่ขยับไปไหนเสียที เห็นทีต้องปรับแนวทางเสียใหม่และอย่าลืมระมัดระวังเกี่ยวกับความเข้าใจผิดทั้ง 5 เรื่องนี้ ซึ่งรับรองว่าจะช่วยทำให้เว็บไซต์ของคุณมีอันดับที่ดีขึ้นและไม่ถูก Search Engine แบนอย่างแน่นอน

post

แนะนำเทรนด์การทำ SEO ปี 2021 รับรองติดหน้าแรก Google แน่นอน

อย่างที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า ‘Google’ เป็น Search Engine ที่ไดรับความนิยมมากที่สุดในไทย เนื่องจากใช้งานง่าย ค้นหาเป็นภาษาไทยได้ และมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้ล้ำสมัย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หลาย ๆ ธุรกิจที่มีการทำการตลาดออนไลน์พยายามปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ของตัวเองให้ถูกต้องตามหลักการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เพื่อให้หน้าเว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ หรืออย่างน้อยหน้าแรกในการค้นหาด้วยคำค้นที่กำหนดไว้ แต่เทรนด์การทำ SEO ปี 2021 จะมีอะไรปรับเปลี่ยนไปจากเดิมบ้างนั้น วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก

Featured Snippets
ความหมายของ Featured Snippets คือ การอันดับที่ก่อนอันดับ 1 หรืออันดับ 0 ทำให้ลำดับนี้มีชื่อเรียกว่า Rank Zero โดยเป็นตำแหน่งที่มีเนื้อหาที่ผู้ใช้งานต้องการมากที่สุด สำหรับวิธีที่จะให้เว็บไซต์ติดลำดับ 0 นั้นทางเว็บไซต์ควรทำให้เว็บไซต์ของตัวเองติดหน้าแรกอยู่เสมอและพยายามใช้คีย์เวิร์ดที่เฉพาะเจาะจงหรือหลากหลาย ซึ่งข้อดีของการติดลำดับนี้จะเพิ่มอัตราการเข้าชมและสร้างความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์

Google “E-A-T”
สำหรับความหมายของคำว่า Google “E-A-T” เป็นการแสดงเนื้อหาตามที่ Google ต้องการ คำว่า E คือ Expertise แปลว่าความเชี่ยวชาญ A คือ Authoritativeness แปลว่าความเป็นเจ้าของ และ T คือ Trustworthiness แปลว่าความน่าเชื่อถือ โดยรวมแล้วจึงหมายความว่าเว็บไซต์ต้องมีความถูกต้อง เป็นข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ และเป็นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งเว็บไซต์ที่ได้เข้าข่ายกรณี Google “E-A-T” จะเป็นเว็บไซต์ประเภทที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน

Search Intent
ปัจจุบันการสร้างคีย์เวิร์ดอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการทำ SEO แต่ต้องดูว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่ดูคอนเทนต์แบบไหนมากที่สุดจากคำค้นเดียวกัน ซึ่งนอกจากบทความที่หลายคนคุ้นเคยแล้ว ยังสามารถสร้างคอนเทนต์ประเภทวิดีโอ รูปภาพ เสียง ก็ได้ เพราะฉะนั้นหากเลือกใช้คอนเทนต์ได้ตรงตามความต้องการของคนทั่วไป ก็จะทำให้เพิ่มอันดับของเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น

Voice Search
ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลนี AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ จึงทำให้การค้นหาด้วยเสียงมีความสำคัญขึ้น ซึ่งขณะนี้เริ่มมีการพัฒนาให้ใช้กับภาษาไทยได้แล้ว ทำให้มีการคาดการณ์ว่าในอนาคตจะมีการใช้งาน Voice Search มากขึ้น ดังนั้นการปรับเนื้อหาของเว็บไซต์ให้สามารถค้นหาด้วย Voice Search ได้ จะช่วยเว็บไซต์ติดอันดับที่ดีได้ สำหรับวิธิทำเว็บไซต์ให้รองรับการใช้งาน Voice Search สามารถทำได้โดยการเขียนบทความเชิงภาษาพูด วิเคราะห์คีย์เวิร์ดในกลุ่ม Voice Search สร้างหน้าคำถาม FAQ มากกว่า 1 หน้า ศึกษาการใช้งานแอปพลิเคชันเสียง และที่สำคัญควรศึกษาเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการใช้ Voice Search จาก Google โดยละเอียด

และนั่นก็คือความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับเทรนด์การทำ SEO ปี 2021 ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากปรับปรุงคอนเทนต์ต่าง ๆ ให้ทันสมัยเข้ากับเทคโนโลยีแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เจ้าของเว็บไซต์ควรให้ความสำคัญคือ ข้อกำหนดของ Google ในการปรับปรุงเว็บไซต์ เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกใน Google ได้ง่ายขึ้นแล้ว

post

แชร์ 4 ข้อควรจำ ช่วยให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การทำ SEO ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งของการตลาดออนไลน์ที่นักธุรกิจออนไลน์หลายคนให้ความสำคัญ ยิ่งเราออกแบบเว็บไซต์และคอนเทนต์ SEO ได้ตามที่ Google ต้องการมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะติดอันดับบนหน้าการค้นหามากเท่านั้น ดังนั้น วันนี้เราจึงจะมาแนะนำ 4 ข้อควรจำไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจขายสินค้าหรือบริการประเภทไหนก็ตาม ซึ่งจะช่วยให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพมากขึ้น

1) ใส่คีย์เวิร์ด SEO กระจายให้ทั่วถึงและหลายตำแหน่ง
หัวใจสำคัญของ SEO คงหนีไม่พ้นการใส่ “คีย์เวิร์ด” ให้เหมาะสม ควรใส่ในส่วนสำคัญต่าง ๆ ที่ “อัลกอริทึม” ของ Google จะมาเก็บข้อมูลเป็นอันดับแรก เช่น หัวข้อ-ชื่อเรื่อง, คำอธิบาย (Meta Description) และเนื้อเรื่องตามความเหมาะสมอย่างละ 2-3 ครั้ง ไม่ควรมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้คอนเทนต์ของเราถูกมองว่าเป็น “สแปม” และยังจะสร้างความน่ารำคาญให้กับคนที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราอีกด้วย

2) เลือกคีย์เวิร์ดให้ดีก่อนใช้
การเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมนั้น ควรผ่านการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมช่วยวิเคราะห์คีย์เวิร์ด SEO เช่น Google search console เพื่อให้คอนเทนต์ต่าง ๆ ในเว็บไซต์มีโอกาสติดอันดับมากขึ้น หรือเทคนิคง่าย ๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างการเลือกใช้คำสั้น ๆ ที่มีผู้นิยมใช้สืบค้นในช่องค้นหาของ Google การเลือกคำที่ผู้ใช้นิยมค้นหาจริงจะยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสติดอันดับมากขึ้นนั่นเอง

3) เลือกคีย์เวิร์ดที่มีความจำเพาะเจาะจง
นักธุรกิจออนไลน์บางคนนิยมใช้คำสั้น ๆ ที่มีความหมายกว้าง ๆ เช่น รองเท้า, กระเป๋า, เสื้อผ้า ฯลฯ โดยหวังว่าจะเข้าถึงคนจำนวนมาก แต่ความเป็นจริงแล้ว เราควรใช้คีย์เวิร์ดที่มีความยาวประมาณหนึ่งและเฉพาะเจาะจง สามารถระบุกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงลักษณะของสินค้า เช่น “iphone 12 ราคา ล่าสุด 2020 เครื่องเปล่า”, “กางเกง ยีนส์ ขา สั้น 3 ส่วน ผู้หญิง”, “nike air max 270 ราคา ของ แท้” ฯลฯ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการมากขึ้น

4) ใช้โปรแกรม Yoast SEO ประเมินคุณภาพของ SEO ที่เราทำ
นอกจากการใส่คีย์เวิร์ดให้เหมาะสมตาม 3 ข้อที่กล่าวมาแล้ว หากเว็บไซต์ใช้ระบบ WordPress เรายังต้องฝึกฝนการใช้งานโปรแกรม Yoast SEO เพื่อช่วยวิเคราะห์อย่างละเอียดอีกชั้นหนึ่งว่า คอนเทนต์หรือบทความ SEO ที่เราทำนั้นมีคุณภาพในระดับใด สามารถแข่งขันกับบทความอื่น ๆ ในหมวดเดียวกันที่ออนไลน์อยู่แล้วได้หรือไม่ เพื่อช่วยให้เราสามารถวางแผนและปรับปรุงเนื้อได้ตามความเหมาะสมนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้คีย์เวิร์ด SEO จากทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมานี้ ยังเป็นเพียงแค่กลยุทธ์พื้นฐานของการทำ SEO เท่านั้น เพราะนอกจากทั้ง 4 ข้อนี้แล้ว การออกแบบเว็บไซต์ในเชิงเทคนิคก็ยังมีความสำคัญไม่แพ้กัน เช่น การดาวโหลดข้อมูลที่รวดเร็ว ไม่ล่มบ่อย รวมถึงใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อนจนผู้ใช้ไม่อยากกลับเข้ามาใช้บริการอีก ล้วนเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับง่ายขึ้นทั้งสิ้น

post

เทคนิคพื้นฐานการคิดคีย์เวิร์ด และการวางในเนื้อหาเพื่อ SEO ที่มีประสิทธิภาพ

หลายคนอาจสงสัยว่า คีย์เวิร์ด (Keyword) คืออะไร ทำหน้าที่เหมือนกุญแจหรือเปล่า เรามาทำความเข้าใจกับคำว่า คีย์เวิร์ดไปพร้อม ๆ กัน เพราะคำ ๆ นี้มีความหมายอย่างมากต่อการทำการตลาดออนไลน์ที่เราเรียกว่า SEO

คีย์เวิร์ด คือ คำที่ผู้คนต้องการค้นหาเพื่อได้มาซึ่งคำตอบ จึงนำไปพิมพ์ลงใน Google search และกระบวนการนี้เองที่ทำให้ คอนเทนต์หรือเว็บไซต์ที่เราต้องการโปรโมทได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในหน้าแรกของ Google ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ ซึ่งเทคนิคพื้นฐานในการคิดคีย์เวิร์ดและการวางลงในเนื้อหาอย่างมีประสิทธิภาพทำได้ดังนี้

1.ให้ความสำคัญกับการค้นหาคีย์เวิร์ด เพราะการที่เราใช้คีย์เวิร์ดที่ถูกตัว ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้คนค้นพบเว็บไซต์ของเรามากขึ้นด้วย

2.แบ่งประเภทของคีย์เวิร์ดให้ชัดเจน เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการวางโครงสร้างงานเขียน ดังนี้

  • คีย์เวิร์ดประเภท Mass Keyword เป็นคำกว้าง ๆ ไม่เฉพาะเจาะจง แต่มีปริมาณการค้นหาสูง และติดอันดับมาก เหมาะเป็น keyword ตั้งต้นในการค้นหา
  • คีย์เวิร์ดประเภท Niche Keyword คือ คำที่ขยายความ Mass Keyword มีความเฉพาะเจาะจง มีปริมาณค้นหาไม่สูงมาก แต่ถ้าหากเว็บไซต์ติดอันดับในหน้าแรกด้วยคำ Niche Keyword ก็เป็นการเพิ่มโอกาสในการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • คีย์เวิร์ดประเภท Long tail Niche Keyword เป็นคำเฉพาะ ที่ผู้ค้นใช้เพื่อค้นหาสินค้าและบริการที่ต้องการอย่างละเอียด เช่น มีการระบุถึงรุ่น สี ยี่ห้อ ราคา ส่วนลด โปรโมชัน เป็นต้น

3.หลักในการเลือกคำ ควรถึงประเภทของธุรกิจและบริการของเรา คำที่ใช้เป็นคีย์เวิร์ดก็ควรแสดงถึงอัตลักษณ์และตัวตนของธุรกิจและบริการนั้น ๆ อย่างชัดเจนและตรงกลุ่มเป้าหมาย เช่น น้ำหอม สำหรับผู้ชาย วัยทำงาน หรือ รองเท้าแตะสำหรับเดินเล่นชายหาด หรือ เสื้อผ้าสำหรับเทรนด์ฤดูหนาวปีนี้

4.การค้นหาคีย์เวิร์ดเพิ่มเติม ทำได้โดยการสังเกต เช่น เมื่อนำคำว่า “น้ำดื่มผสมวิตามิน” ไปค้นหาบน Google ก็จะมีคีย์เวิร์ดอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกันหรือมีความเกี่ยวข้องกันแสดงปรากฏอยู่ที่ด้านล่างของผลการค้นหาด้วย เช่น จะมีคำว่า น้ำดื่มผสมวิตามินดีไหม, น้ำดื่มผสมวิตามิน pantip, น้ำดื่มวิตามิน ดีจริงหรือ เป็นต้น

จากนั้นให้นำคีย์เวิร์ดที่ได้เหล่านั้นมาใส่ประกอบในชื่อบทความ หรือชื่อหน้าเพจ และเลือกใช้คำเหล่านั้นวางแทรกคละกันไปในเนื้อหา เพื่อให้ได้ใจความครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม นอกจากเทคนิคพื้นฐานในการคิดและเลือกใช้คีย์เวิร์ดอย่างถูกต้องแล้ว การเขียนคอนเทนต์ให้น่าสนใจและมีความแตกต่างจากเว็บไซต์อื่น ๆ ก็เป็นการช่วยเปิดมุมมองของผู้อ่าน สร้างจุดเด่น จุดแข็งและจุดขายให้กับเว็บไซต์และบริการนั้น ๆ อีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นการใช้ Google Trends เป็นเครื่องมือในการค้นหาคีย์เวิร์ดก็เป็นตัวช่วยสำคัญในการคิดคีย์เวิร์ด และเลือกใช้คีย์เวิร์ดซึ่งเป็นที่นิยมของผู้คนจำนวนมาก เท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายหาเว็บไซต์ของเราเจอได้โดยง่ายดาย และนั่นหมายถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO เพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด เช่น การสร้างแบรนด์ หรือเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น

post

หนังสือสอน SEO สำหรับมือใหม่!

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีเว็บไซต์มากมายที่สอนวิธีการทำ SEO หรือ Search engine optimization แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นเพียงการสอนเป็นบทความสั้น ๆ ไม่ได้อธิบายไว้โดยละเอียด การอ่านจากหนังสือที่สอนการทำ SEO ตั้งแต่พื้นฐานจึงไม่เพียงช่วยให้เข้าใจหลักการทำ SEO ได้ชัดเจนมากกว่าเท่านั้น แต่ยังสะดวกในการทดลองปฏิบัติด้วย ทั้งนี้หนังสือที่เหมาะสำหรับนักการตลาดมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มหัดทำ SEO มีดังนี้

ดันเว็บไซต์ให้ดังด้วย SEO 2nd Editor หนังสือสอนทำ SEO ตั้งแต่พื้นฐานโดยใช้ Platform ล่าสุดที่ Google พัฒนามาใช้อธิบายให้กับนักการตลาดมือใหม่ เพื่อให้นักการตลาดมือใหม่สามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงสอนวิธีการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับบนหน้าแรกของ Google ภายในเล่มมีเนื้อหาแบ่งย่อยออกเป็น 8 บท เนื้อหาเน้นความรู้พื้นฐานในการทำ SEO เป็นหลัก

ทำ SEO ให้ร้านออนไลน์ เพิ่มยอดขายด้วยเงิน 0 บาท หนังสือสอนทำ SEO ที่ออกแบบมาเพื่อนำไปปรับใช้กับร้านค้าออนไลน์โดยตรง เนื่องจากอาชีพขายของออนไลน์เป็นอาชีพที่มีการแข่งขันสูง การเรียนรู้เทคนิคในการทำ SEO ให้กับร้านค้าออนไลน์จึงเป็นความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อปรับร้านค้าให้ถูกจัดอยู่ในอันดับแรก ๆ ของการค้นหา เนื้อหาภายในเล่มเน้นที่การวิเคราะห์คีย์เวิร์ดและการนำคีย์เวิร์ดไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อร้านค้ามากที่สุด

คัมภีร์ SEO เนื้อหาภายในหนังสือเน้นที่การสอนแบบปฏิบัติ โดยให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ SEO ไปจนถึงการวิเคราะห์เว็บไซต์ การตั้งค่าเว็บไซต์ รวมถึงการเช็ค Backlink ซึ่งเป็นส่วนประกอบเสริมที่มือใหม่ควรรู้ เทคนิคทำให้คะแนนเว็บไซต์สูงเพื่อสร้างเว็บไซต์ที่ Google มองว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้

สูตรลับปรับเว็บให้แรงด้วย SEO หนังสือที่เหมาะสำหรับงานออนไลน์ทุกประเภท เริ่มตั้งแต่การสอนวิธีใช้งานเว็บไซต์ Keyword Search ต่าง ๆ ไปจนถึงการปรับตั้งค่าเว็บไซต์ที่ Google เน้นย้ำมากที่สุดในปัจจุบัน รวมถึงสอนการใช้เครื่องมือฟรีต่าง ๆ ของ Google เทคนิคเกี่ยวกับการทำ Backlink หรือการแลกลิงก์ และเพิ่มเทคนิคการสร้างความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์

เก่ง Keyword + SEO ให้ครบสูตร เนื้อหาภายในหนังสือเน้นเรื่อง Keyword เป็นหลัก โดยสอนตั้งแต่วิธีการหาคีย์เวิร์ดที่ดี การวิเคราะห์คีย์เวิร์ด การใช้เครื่องมือเกี่ยวกับคีย์เวิร์ดพร้อมเทคนิคในการนำคีย์เวิร์ดไปปรับใช้ในการทำ SEO รวมถึงสอนเกี่ยวกับการทำ Google Ads และ Google AdSense ที่เป็นการทำโฆษณาเพื่อสร้างรายได้เข้าสู่เว็บไซต์ด้วย

ในปัจจุบัน SEO หรือ Search Engine Optimization มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการทำเว็บไซต์ การทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จจึงต้องหมั่นหาความรู้และฝึกปฏิบัติบ่อย ๆ พร้อมทั้งหาเทคนิคเพิ่มเติม เพื่อผลักดันเว็บไซต์ให้มีอันดับที่ดีขึ้นไปสู่หน้าแรกหรืออันดับต้น ๆ ได้ตามเป้าหมาย

post

SEO หัวใจสำคัญของการตลาดออนไลน์

เมื่อระบบการค้าขาย และการทำธุรกิจสมัยใหม่ เปลี่ยนมาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ตามยุคดิจิทัล การทำตลาดจึงต้องมีเครื่องมือเฉพาะและแตกต่างไปจากวิธีการเดิม ๆ หากแต่อยู่บนพื้นฐานความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภค หนึ่งในเครื่องมือหลักของการตลาดยุคดิจิทัลนั้น มีคำว่า SEO อยู่ด้วยแน่นอน

SEO เป็นคำย่อมาจาก Search Engine Optimization เป็นวิธีการที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ใน Search Engine ยอดนิยมอย่าง Google หรือ Bing เพื่อให้จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มตาม

ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากผู้คนบนโลกออนไลน์ได้ใช้ Search Engine โดยเฉพาะ Google เพื่อการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ตามความสนใจมากและบ่อย ไม่น้อยไปกว่า สื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook, Instagram และ Line ล่าสุดมีการรายงานข้อมูลว่าแต่ละวันจะมีคนค้นหาข้อมูลบน Google มากกว่า 3,500,000,000 ครั้ง หรือ 40,000 ครั้ง/วินาที ทั้งการหาข้อมูลสำหรับซื้อสินค้า,ข้อมูลร้านอาหาร ท่องเที่ยว และการจ้างงาน เว็บไซต์ที่สามารถแสดงข้อมูลเป็นอันดับต้น ๆ ของ Googleได้ จึงถือเป็นเว็บไซต์ที่มีจำนวนผู้เข้าชมเป็นจำนวนมหาศาลด้วยเช่นกัน หากจะให้เห็นภาพชัด ๆ ก็คงเปรียบได้กับเป็นร้านค้าที่อยู่ในทำเลทอง มีคนเดินผ่านไปมาตลอดเวลา ซึ่งทำให้ผู้คนเหล่านี้ได้เห็นสินค้าโดยไม่ต้องทำโฆษณาเลย

แล้วเจ้าของเว็บไซต์ควรทำ SEO อย่างไร ?

คำตอบง่าย ๆ คือต้องทำเว็บไซต์ให้ตรงตามเกณฑ์การของ Google ให้มากที่สุด โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสิ่งที่ Googleให้ความสำคัญมากเป็นลำดับต้น ๆ คือเรื่อง เนื้อหา โครงสร้างและความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ โดยมีคำแนะนำถึงวิธีการและ เทคนิค SEO เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมคุณภาพให้กับเว็บไซต์ หลายเรื่องได้แก่

คีย์เวิร์ด (Keyword) ถือเป็นหัวใจสำคัญของเนื้อหาที่ปรากฏบนเว็บไซต์ คีย์เวิร์ด จะต้องสามารถสื่อความหมายได้อย่างชัดเจนว่าเว็บไซต์นั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร และจำเป็นต้องระบุคีย์เวิร์ดในจุดต่าง ๆ ของเนื้อหาอย่างเหมาะสม

ความเร็ว ในการเปิดเนื้อหาเว็บไซต์ (Speed) ต้องมากพอ เนื่องจาก ผู้คนให้ความสำคัญกับการเปิดเนื้อหาเว็บไซต์ที่มีความรวดเร็วมากกว่า เรื่องของความเร็วนี้ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ Google นำมาใช้คำนวณการจัดลำดับตำแหน่งผลการค้นหาเว็บไซต์ด้วย

ต้องรองรับการทำงานของแท็บเล็ตและ มือถือ (Responsive) เพราะทั้งสองอย่างนี้เป็นช่องทางการค้นหาเว็บไซต์และข้อมูลที่เติบโตอย่างรวดเร็วกว่าการค้นหาผ่านคอมพิวเตอร์

สร้างความเด่นให้กับรูปภาพ (Image) เนื่องจากมีการค้นหารูปภาพผ่าน Google มากขึ้น เจ้าของเว็บไซต์จึงต้องหาวิธีการช่วยให้รูปภาพเป็นที่รู้จักด้วย รูปภาพที่นำมาใช้บนเว็บไซต์ควรมีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ และควรใช้นามสกุลของรูปภาพให้ทันสมัย

นอกจากนี้ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับเว็บไซต์ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัย (Security) ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ Google ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการมีระบบป้องกันการเข้าโจมตีของแฮกเกอร์ (Hacker)

เทคนิคและเคล็ดลับของ SEO เหล่านี้ หากถูกนำไปใช้อย่างเหมาะสมก็จะทำให้ตำแหน่งการค้นหาเว็บไซต์ใน Search engine อยู่ในลำดับต้น ๆ ได้ไม่ยาก

แล้วเจ้าของเว็บไซต์ควรทำ SEO อย่างไร