post

ทำไมการทำ Meta description จึงสำคัญต่อการทำเว็บไซต์ SEO

การทำเว็บไซต์ SEO หรือ ทำตามระบบ search engine optimization ที่ Google กำหนด เป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากระบบ algorithm ของ Google จะวิเคราะห์คุณภาพของเว็บไซต์และจัดอันดับให้อยู่ด้านบนในหน้าต่างการนำเสนอ เมื่อมีการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ จึงมีโอกาสที่จะขายสินค้าและบริการได้มากกว่าเว็บไซต์อื่น ๆ

meta description สำคัญอย่างไร

การทำ meta description ที่เหมาะสม ยังเป็นตัวช่วยที่สำคัญในการทำให้เว็บไซต์ SEO สามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดี เพิ่มอัตราการคลิกเข้ามาชมข้อมูลเพิ่มในเว็บไซต์ และเพิ่มยอดขายสินค้าได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจาก meta description เป็นการสรุปความของเนื้อหาเพจ ที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายสามารถใช้เวลาอ่านเพียงไม่กี่วินาที เพื่อการประเมินว่าควรคลิกเข้ามาอ่านข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียดเพิ่มเติมในเพจหรือไม่

หากเว็บไซต์ใดที่ปฏิบัติตามหลัก SEO ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงในส่วนโครงสร้าง การทำ link เชื่อมโยงเพจ การผลิตบทความที่มีคุณภาพ แต่ไม่ได้ทำ meta description ก็เท่ากับขาดส่วนสำคัญในการดึงดูดใจลูกค้า

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเว็บไซต์จำนวนมาก ที่ใช้เทคนิคการผลิตบทความที่มีการซ้ำคัดลอกหรือมีเนื้อหาที่เป็นการขายสินค้ามากจนเกินไป ซึ่งทำให้ผู้ใช้บริการไม่ประทับใจและรู้สึกว่ากำลังเสียเวลาในการอ่านข้อมูล การมีส่วน meta description ที่จะแสดงทุกครั้งใต้ส่วน title หรือ หัวเรื่อง เมื่อลูกค้าพิมพ์ค้นหาด้วยคีย์เวิร์ด ใน Google search จะทำให้ลูกค้าเห็นข้อมูลสรุปก่อนที่จะคลิกเข้ามา เท่ากับช่วยลดความเสี่ยงในการต้องเสียเวลากับเว็บไซต์ที่คุณภาพต่ำmeta description สำคัญอย่างไร

บริษัทรับจ้างทำ SEO หรือ นักเขียนงานแนว SEO จึงควรทำส่วน meta description ที่มีคุณภาพ มีคีย์เวิร์ดตรงกับในบทความและหัวข้อที่นำเสนอ เพื่อแสดงถึงความจริงใจและความซื่อสัตย์ต่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย อันเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ สร้างความทันสมัยให้แก่เว็บไซต์ และทำให้มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายคลิกเข้ามาอ่านข้อมูลสินค้าและบริการ ทั้งเลือกซื้อสินค้าที่จำหน่ายมากยิ่งขึ้น

ส่วน meta description ควรจะจำกัดความยาวให้อยู่ที่ประมาณ 150 คำ เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการทำ คือ เป็นการสรุปความที่ลัดสั้น จึงควรมีความกระชับ ตรงประเด็น และใช้ภาษาที่เป็นทางการเชื่อถือได้ให้มากที่สุด จะทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมั่นใจได้ว่าข้อมูลในเว็บไซต์จะตรงกับสินค้าและบริการที่กำลังมองหา ขณะเดียวกันก็จะทำให้อันดับของ SEO จากระบบ algorithm วิเคราะห์ได้ดียิ่งขึ้น (หากความยาวมากเกินไป จะเป็นผลลบต่อการจัดอันดับ SEO แทน)

จะเห็นได้ว่า ส่วน meta description มีความสำคัญ ควรทำโดยผู้มีความชำนาญ เพื่อให้ลูกค้าเป้าหมายเข้าใจประเด็นที่ต้องการสื่อสารได้ดี และช่วยดึงดูดใจให้คลิกเข้ามาชม เพื่อส่งเสริมอันดับ SEO เพิ่มค่า traffic และเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการให้มากยิ่งขึ้น

post

ทำไมทำธุรกิจการโรงแรมจึงต้องทำเว็บไซต์ SEO

การทำรีสอร์ตและการโรงแรมเป็นประเภทธุรกิจที่มีการแข่งขันกันสูง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีความผันผวนมาก และระบบเศรษฐกิจส่งผลทำให้การท่องเที่ยวลดน้อยลงโดยภาพรวม

นักธุรกิจกลุ่มการโรงแรมจึงจำเป็นต้องทำเว็บไซต์เพื่อให้มีโอกาสเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์โปรโมชั่นห้องพักในวันต่าง ๆ ตามเทศกาลด้วย

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ควบคู่กับการเสริมภาพลักษณ์ของโรงแรมได้ โดยนักธุรกิจการโรงแรมต้องให้ความสำคัญกับ 2 องค์ประกอบหลัก คือ

1. ส่วน On-Page SEO ได้แก่

การเลือก Keyword ที่เหมาะสม ตรงกับการสืบค้นของกลุ่มนักท่องเที่ยว เช่น รีสอร์ตของคุณเหมาะกับนักท่องเที่ยวกลุ่มใด วัยทำงาน เดินทางคนเดียว หมู่คณะหรือแบบครอบครัว คนไทยหรือชาวต่างชาติ จะต้องเลือก Keyword ที่เหมาะสมในการเขียนบทความและหัวข้อที่ดึงดูดใจให้คนเข้ามาคลิกชมเพจ

คุณภาพของบทความ ต้องเลือกทีมนักเขียนที่มีประสบการณ์ในการท่องเที่ยวเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนักท่องเที่ยวมักมองหาสถานที่แปลกใหม่ที่ใกล้กับโรงแรมที่พัก หากเลือกทีมนักเขียนที่ไม่สามารถผลิตเนื้อหาเชิญชวนให้รู้จักสถานที่ท่องเที่ยวได้ ก็จะทำให้การทำ SEO ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร (ทั้งนี้ ต้องไม่มีการคัดลอกข้อมูลจากแหล่งอื่น เพราะจะทำให้ถูกลดอันดับ SEO และเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย)

เลือกธีมสีตัวอักษร ออกแบบโลโก้ที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ เพราะจะทำให้ลูกค้าจดจำสถานที่พักของคุณได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ ควรเลือกสีให้ความรู้สึกเป็นมิตรและเป็นกันเองกับนักท่องเที่ยว เช่น โทนสีอบอุ่น อย่างสีน้ำตาล สีครีม สีเขียว เป็นต้น

การสร้างสื่อหรือคลิปที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของห้องพักรีสอร์ต รวมถึงบรรยากาศทั้งภายในและโดยรอบของโรงแรม โดยต้องสอดคล้องกับ Keyword ที่เลือกใช้

2. ส่วน Off-Page SEO

เป็นการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ตามห้องสนทนาต่าง ๆ เช่น Pantip หรือ Facebook เพื่อให้ผู้ที่สนใจอ่าน ทั้งนี้ หากมีผู้ขอคำแนะนำสถานที่พัก คุณก็สามารถแปะลิงก์เว็บไซต์โรงแรม เพื่อให้เกิด Traffic มาที่เว็บไซต์ จะทำให้เพิ่มอันดับ SEO ในการค้นหาดีขึ้น และเพิ่มฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นด้วย

หากต้องการเพิ่มยอดจองห้องพักให้สูงขึ้นตลอดทั้งปี ควรเร่งศึกษาการทำ SEO และปรึกษานักพัฒนาเว็บไซต์หรือผู้ออกแบบเว็บไซต์ที่มีประสบการณ์ เพื่อการปรับปรุงให้เหมาะสมตามหลักเกณฑ์ของ Search Engine ทั้ง Bing, Yahoo และ Google แม้การทำ SEO ต้องใช้เวลาในการเห็นผล 6 เดือนถึง 1 ปี แต่ก็นับว่าคุ้มค่ากับผลที่ได้ในระยะยาว

จากที่กล่าวมา จึงสรุปได้ว่าการทำเว็บไซต์ SEO มีความสำคัญต่อเว็บไซต์การโรงแรม ให้ถูกจัดอยู่ในอันดับการสืบค้นที่ดีขึ้น ส่งผลต่อให้ธุรกิจการโรงแรมของคุณได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณา

ทำไมทำธุรกิจการโรงแรมจึงต้องทำเว็บไซต์ SEO

post

จะขายของออนไลน์ ต้องรู้จัก SEO

การทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจที่มีการซื้อขายผ่านทางอินเทอร์เน็ตหรือออนไลน์กันเป็นจำนวนมาก

การทำ SEO จึงเป็นช่องทางที่ผู้ขายสินค้าออนไลน์ยุคปัจจุบันต้องทำความรู้จัก เพื่อให้เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าและมีความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งทางธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization จะประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือส่วน On-page SEO และส่วน Off-page SEO

1. ส่วน On-page SEO เป็นการพัฒนาโครงสร้างเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานให้สะดวกสวยงาม เช่น การทำหน้าจอให้เป็นหมวดหมู่สินค้าอย่างเหมาะสม แยกพื้นที่โฆษณาให้ชัดเจน การเลือกสีที่สบายตาเป็นธีมของเว็บไซต์และเป็นเอกลักษณ์

การออกแบบฟอนต์ตัวอักษรที่ให้ความรู้สึกสอดคล้องกับแบรนด์สินค้า รวมถึงการใส่เนื้อหาหรือ Content ที่มีประโยชน์ต่อผู้ที่เข้ามาหาข้อมูลจากเว็บไซต์

2. Off-page SEO จะเป็นการสร้างลิงก์เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์ของคุณกับเว็บไซต์ภายนอก ทำให้สามารถเพิ่มกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เป็นจำนวนมาก เช่น การแนะนำเว็บไซต์ของคุณในห้องสนทนาที่เกี่ยวกับปัญหาการใช้สินค้าประเภทเดียวกับที่คุณจำหน่าย ซึ่งจะเกิดการขยายวงในโลกโซเชียลหรือมีการบอกต่อเว็บไซต์ไปเรื่อย ๆ หรืออาจจะเกิดจากบุคคลอื่นสร้างลิงก์มาสู่เว็บไซต์ขายสินค้าของคุณก็ได้เช่นกัน

การทำ SEO ให้เว็บไซต์ขายของออนไลน์ มีข้อดีหลายประการ ดังนี้

1. ทำให้ลดต้นทุนทางธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นวิธีที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณา การพัฒนาเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับระบบของ Bing, Yahoo หรือ Google ซึ่งเป็น Search Engine อันดับต้น ๆ ของโลกได้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้คุณไม่ต้องเสียจ้างบริษัททำการโฆษณาประชาสัมพันธ์อีกหลายหมื่นหลายแสนบาทต่อเดือนเลยทีเดียว

2. ตัดความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายแอบแฝงจาก Search Engine เนื่องจากการทำ SEO เพื่อให้มีอันดับสูงในหน้าต่างการสืบค้น ไม่สามารถที่จะทำการจ่ายเงินซื้อพื้นที่โฆษณาได้ ต้องมาจากการพัฒนาคุณภาพเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับระบบ SEO เท่านั้น จึงไม่มีการเรียกเก็บเงินจาก Search Engine ให้ต้องกังวลใจทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างแน่นอน

3. เพิ่มยอดขายได้ทวีคูณ จากลูกค้าเก่าและใหม่เนื่องจากเมื่อลูกค้าเก่าได้มีโอกาสเห็นเว็บไซต์ของคุณ จะเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาได้

ส่วนลูกค้าใหม่ที่เห็นเว็บไซต์ขายสินค้าของคุณ ก็จะเป็นช่องทางเลือกใหม่ ๆ ในการซื้อสินค้า การทำ SEO เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยทำให้คุณได้ลูกค้าทั้งสองกลุ่มนี้ จนเพิ่มยอดขายได้ชัดเจนในเวลาไม่นาน

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO เป็นเทคนิคที่ให้ประโยชน์ได้หลากหลายช่วยประหยัดต้นทุนธุรกิจ เพิ่มลูกค้าควบคู่กับยอดขายได้ในเวลาเดียวกัน หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านเห็นข้อดีของการทำ SEO และรีบศึกษาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด

การทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่ได้รับความนิยมมาก

post

รู้ได้อย่างไรว่าคีย์เวิร์ดใดยากง่ายในการทำ SEO

การทำ SEO นั้น เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่ต้องอาศัยประสบการณ์อย่างมาก หากคุณเป็นมือใหม่อยากทำ SEO ก็จะใจร้อนไม่ได้เลย เพราะต้องอาศัยการสังเกตและเผ้าติดตามอย่างอดทน และแน่นอนสิ่งที่คุณต้องเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้ก็คือ คีย์เวิร์ด ต่าง ๆ นั่นเอง

คีย์เวิร์ดนั้นมีเป็นร้อยเป็นพันคำ แล้วคำไหนล่ะที่เหมาะสมที่จะนำมาทำ SEO ในบทความนี้เราจะมาดูกันก่อนว่าลักษณะของคีย์เวิร์ดที่ยากและง่ายนั้น เป็นอย่างไร

คีย์เวิร์ดที่ยากในการแข่งขัน

คีย์เวิร์ดที่ยากที่สุด คือ คำเดียว เช่น ดูดวง หางาน ฟังเพลง โหลดเกม หาเพื่อน ความรัก หวย ประกาศ คอนโด บ้าน หมา แมว เป็นต้น ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะใช้ในการค้นหาสิ่งที่ต้องการเหล่านี้ในแต่ละวันเป็นจำนวนครั้งที่สูงมาก หรือเป็นคีย์เวิร์ดที่อยู่ในวงการธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง เช่น ประกันชีวิต ประกันรถยนต์ เงินฝากดอกเบี้ยสูง เป็นต้น ซึ่งการทำ SEO ให้กับคีย์เวิร์ดเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะการแข่งขันสูงมาก ต้องใช้ทั้งเงินและเวลาในการสร้างเครือข่ายและเนื้อหาที่โดนใจคนอ่าน ต้องมีเนื้อหาใหม่ ๆ มาคอยอัปเดตและเป็นเนื้อหาที่ถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือและได้รับการรับรองจากเว็บไซต์ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก จึงจะทำให้เว็บไซต์สามารถติดอันดับหน้าแรกด้วยคีย์เวิร์ดสั้น ๆ เพียงคำเดียวได้

คีย์เวิร์ดที่ง่ายในการแข่งขัน

ในทางตรงข้ามกับคีย์เวิร์ดที่ยาก คีย์เวิร์ดที่ง่ายก็คือมีจำนวนพยางค์มากกว่า มีคำมากกว่า ก็จะทำให้แข่งขันได้ง่ายขึ้นเพราะคู่แข่งน้อยลง หรือจะเรียกว่ามีความตรงกลุ่มเป้าหมายมากกว่า กล่าวคือเป็นนิชคีย์เวิร์ด (Niche Keyword) การใช้คีย์เวิร์ดลักษณะวลีหรือประโยค แบบ 2 คำ หรือ 3 คำ ก็จะมีความเจาะจงมากกว่า สื่อถึงสินค้าและบริการของคุณจริง ๆ เช่น เป็น คีย์เวิร์ด+ชื่อสถานที่ คีย์เวิร์ด+คุณศัพท์อื่น ๆ เช่น “รับจ้างเลี้ยงหมา รายวัน ราคาไม่แพง” หรือ “ซักแห้ง คลองเตย” หรือ “ร้านดอกไม้ ทิวลิป เอกมัย” คำเหล่านี้ดูจะเป็นคีย์เวิร์ดที่สามารถทำเงินได้ดีมากด้วย เพราะมีความเจาะจงมากกว่า

คีย์เวิร์ดที่ยากในการแข่งขัน

ในการเริ่มต้นนั้น คุณควรจะเริ่มจาก คีย์เวิร์ดที่ง่ายในการแข่งขันก่อน เพราะว่าใช้ระยะเวลาไม่นานเกินไป อีกทั้งง่ายต่อการติดอันดับหน้าแรกของ Google ด้วย เมื่อทำได้แล้วก็จะสร้างกำลังใจให้กับคุณว่าสามารถทำได้เช่นกัน ซึ่งระหว่างที่ทำ SEO คีย์เวิร์ดง่าย ๆ มานั้น คุณก็จะได้เรียนรู้เพิ่มเติมและมีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้น รู้ว่าสิ่งใดทำแล้วเห็นผลสิ่งใดไม่เห็นผล ซึ่งจะเป็นความรู้เฉพาะตัวที่ไม่มีใครมาเอาไปจากคุณได้ หลังจากนี้ไม่ว่าจะเป็นคีย์เวิร์ดยากหรือง่าย คุณก็มีความมั่นใจที่จะลงมือทำ SEO อย่างไม่ย่อท้อแล้ว

post

อยากขยายตลาดไปต่างประเทศ ทำ SEO ให้เว็บไซด์ดีไหม

การทำเว็บไซต์ออนไลน์ขายสินค้าเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากระบบอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงในยุค 5G และความนิยมในการใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน เพื่อติดต่อสื่อสารและค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ทั่วโลก การขยายตลาดของธุรกิจไปยังต่างประเทศ จะทำให้มีฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นนำมาซึ่งความสำเร็จและรายได้ที่งดงามได้ โดยเฉพาะถ้าเว็บไซต์ของคุณทำ SEO ก็จะยิ่งเห็นผลชัดเจน

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคหนึ่งที่จะทำให้ขยายตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้าต่างประเทศได้ง่าย โดยใช้ต้นทุนต่ำแต่ได้ผลจริงไม่ว่าจะวัดจากจำนวนผู้ชมเข้าเว็บไซต์ จำนวนลูกค้าที่สั่งซื้อ และรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ คือ คุณต้องรู้วิธีการทำ SEO ที่ถูกต้องตามหลักการที่ Search Engine กำหนด เพื่อให้ระบบ AI วิเคราะห์คุณภาพและจัดอันดับเว็บไซต์ไว้ด้านบนของหน้าจอการสืบค้นอยู่เสมอ ดังนี้

1. การใช้ keyword ที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย สำหรับกลุ่มลูกค้าต่างประเทศควรทำการสืบค้นว่านิยมใช้ Search Engine ใด ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะใช้ Bing, Yahoo และ Google แต่หากเป็นลูกค้าในประเทศจีนก็จะใช้ Baidu เพื่อเลือกคำที่เหมาะสมในการสร้างบทความหรือคลิปส่งเสริมการขาย

2. ทำเว็บไซต์ที่เป็นภาษาต่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับนักแปลหรือผู้ผลิตคอนเทนต์ที่มีความสามารถในการอธิบายเป็นภาษาต่างประเทศได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งด้านไวยากรณ์และสำเนียง โดยเฉพาะการทำคลิปวิดีโอ

3. สีประจำของเว็บไซต์ จำเป็นต่อการสร้างเอกลักษณ์ ควรเน้นสีสันสบายตา และให้ความรู้สึกเป็นกันเองกับผู้ชม จะได้รับความนิยมมากกว่าการใช้สีฉูดฉาดและตัวอักษรที่เขียนหวัดอ่านยาก

4. ออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายทั้งระบบโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ จะสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ทำให้ได้รับออเดอร์ตลอด 24 ชั่วโมงจากทุกมุมโลก และควรมี Chat Box เพื่อตอบคำถามอย่างรวดเร็วและสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยให้เว็บไซต์

5. การเชื่อมโยงลิงก์ของเว็บไซต์ภายนอกหลาย ๆ แห่งเข้ากับเว็บไซต์ธุรกิจของคุณ โดยการเข้าไปตอบคำถามหรือแนะนำสินค้าในเพจต่างประเทศที่รวมกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณเข้าด้วยกัน เช่น คุณขายรองเท้าเพื่อสุขภาพ ก็ควรเข้าห้องแชทของชาวต่างชาติที่ใส่ใจสุขภาพ เช่น ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ เมื่อคุณแสดงความคิดเห็นทีเป็นประโยชน์ พร้อมกับแนบลิงก์เพื่อเข้าสู่เว็บไซต์หลักของคุณ ก็จะทำให้มีลูกค้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นในธุรกิจของคุณอย่างแน่นอน

เทคนิคหนึ่งที่จะทำให้ขยายตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้า

จะเห็นได้ว่า เทคนิคการทำ SEO จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณได้ลูกค้าจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนมากอย่างการประชาสัมพันธ์วิธีอื่น ๆ ทั้งนี้ควรทำการศึกษาหลักการ SEO คู่กับการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคของผู้ใช้งานเว็บไซต์ในต่างประเทศ ก็จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ดียิ่งขึ้น

post

ทำความรู้จักกับ SEO ใครควรทำการตลาด SEO

หนึ่งในหลายปัจจัยที่จะทำให้การตลาดของคุณประสบความสำเร็จคือการใช้ SEO ซึ่งโดยปกติน้อยคนนักที่จะรู้จักและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากแต่ใครกันที่จำเป็นต้องใช้งานมากที่สุด

การตลาด SEO มีความสำคัญอย่างไร ใครจำเป็นต้องใช้ ?

1. เว็บไซต์ที่ต้องการเพิ่มจำนวนคนเข้าชม ปัจจุบันการใช้งานเพื่อค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ผ่าน Google Search มีมากถึง 3,500 ล้านครั้งต่อวัน ซึ่งเป็นสถิติจาก WordStream ที่มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆทุกปี จึงทำให้โอกาสในการทำอันดับเว็บไซต์ของคุณที่ต้องการให้คนทั่วโลกได้เห็นคุณมีเป็นจำนวนมาก

2. ร้านค้าออนไลน์ที่ต้องการโอกาสในการขายสินค้า การทำเว็บ SEO เพื่อต้องการโปรโมทร้านค้านั้น ถือเป็นการทำที่เฉพาะเจาะจงให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายผ่านทาง Search Engine ที่ต้องการค้นหาคำหรือคีย์เวิร์ดนั้นๆ ย่อมมีโอกาสที่จะทำให้ลูกค้าค้นหาร้านค้าของคุณได้ในลำดับต้นๆ เมื่อมีคนเข้าชมเว็บของคุณมากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะขายของได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

3. ผู้ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เมื่อการทำ SEO ของคุณได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจะค้นหาแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเงินไปโฆษณาในแหล่งอื่นๆ อีก โดยเฉพาะใน Search Engine ที่มีราคาแพงกว่า เพราะในปัจจุบันคนหันมาใช้การค้นหาออนไลน์ที่มากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นทีวีออนไลน์ วิทยุออนไลน์ หรือแม้แต่หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ก็ยังมีมาให้คุณได้ใช้งานผ่านโลกออนไลน์ได้ด้วย เพียงแต่ทำคีย์เวิร์ดให้ตรงตามกลุ่มและเป้าหมาย ก็สามารถที่จะทำการตลาดในระยะยาวได้แล้ว

4. ผู้ที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ เมื่อมีคนค้นหาข้อมูลผ่านตัว Search Engine ซึ่งโดยส่วนใหญ่คนที่ค้นหาก็เลือกที่จะเปิดข้อมูลเฉพาะหน้าที่โชว์ในลำดับต้นๆ เท่านั้น แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว ที่อย่างน้อยก็มีคนเห็นเว็บของคุณได้ขึ้นโชว์ในลำดับต้นๆของ Search Engine แม้ว่าจะไปคลิกเข้าไปแค่ดูข้อมูลก็ตามที

5. ผู้ที่ต้องการรายได้จากค่าโฆษณา เมื่อเว็บไซต์ของคุณสามารถทำให้ของคนทั่วโลกได้รู้จักได้ รับรองได้เลยว่าจะมีโฆษณาเข้ามาเพื่อให้คุณทำเงินได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะขอเช่าพื้นที่บนหน้าจอหรือขอฝากลิงก์ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถที่จะสร้างรายได้ให้คุณทั้งนั้น เพียงแต่คุณเองต้องคอยรักษาคุณภาพของบทความและเว็บไซต์ให้มีคุณภาพอยู่เสมอๆ หมั่นคอยอัปเดตข้อมูลที่ทางโฆษณาต้องการ ที่สำคัญในการเลือกโฆษณาที่จะลงบนเว็บคุณเอง ก็ต้องเลือกโฆษณาที่เป็นคุณภาพด้วย ไม่ใช่ใส่เยอะจนเกินไปสร้างความน่ารำคาญให้กับคนเข้าเว็บ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วยอดคนเข้าชมจะหายไปในพริบตา

การตลาด SEO มีความสำคัญอย่างไร ใครจำเป็นต้องใช้

สำหรับใครที่ต้องการจะหาโอกาสการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ลองพิจารณาข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นดูว่าคุณเหมาะสมที่จะทำหรือไม่ ทำแล้วได้ผลดีอย่างไร เพราะถ้าได้ทำ SEO แล้วรับรองได้เลยว่าหากคุณขยันหมั่นตรวจสอบและอัปเดตข้อมูลภายในเว็บอยู่ตลอดเวลา จะทำให้ยอดผู้เข้าชม รายได้จากการขายสินค้าและอื่นๆ จะเข้ามาไม่ขาดสาย เพียงแต่เน้นที่คุณภาพในการทำเว็บไซต์เท่านั้นเอง

post

ความสำคัญและประโยชน์ของ keyword SEO

การประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ออนไลน์ให้เป็นที่รู้จักจะต้องมีการทำการตลาด ซึ่งวิธีที่นิยมมากในปัจจุบันก็คือ การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เพื่อให้เว็บไซต์มีอันดับที่ดีในหน้าสืบค้นด้วย keyword ต่าง ๆ จากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

ซึ่งในการทำ SEO ต้องมีการใช้คีย์เวิร์ด SEO สำหรับการเขียนบทความที่มีคุณภาพ โดยการใช้คีย์เวิร์ดต้องมาจากการสืบค้นใน Google Search แล้วเลือกคำที่ตรงกับสินค้าและบริการที่มีในเว็บไซต์คุณ มาเขียนโดยให้กระจายอยู่ในบทความอย่างน้อย 2-3 แห่ง โดยคีย์เวิร์ด SEO สามารถแยกออกได้เป็น ประเภทต่าง ๆ ดังนี้

1. Niche Keyword เป็นคำค้นหาที่มีความเฉพาะเจาะจง จะพบกับเว็บไซต์ที่เน้นการขายสินค้าในหมวดหมู่นั้น ๆ เช่น มีการระบุชื่อรุ่นของโทรศัพท์มือถือ Notebook รองเท้ากีฬา เป็นต้น

2. Widely Keyword เป็นคำสั้น ๆ มักจะใช้กับการเขียนบทความ SEO ที่เป็นการให้ความรู้ทั่วไป เช่น โรงแรม ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว รองเท้าผู้ชาย เป็นต้น

3. Misspelling Keyword นั้นเกิดจากการสะกดผิด เช่น คำว่า Google ภาษาไทย เขียนเป็น กูเกิล และ กูเกิ้ล ซึ่งจะมีการใช้ทั้ง 2 แบบเขียนในบทความ เป็นต้น

4. Long-tailed Keyword เป็นคีย์เวิร์ดที่มีส่วนขยายความ ซึ่งเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เช่น ร้านขายดอกไม้ออนไลน์โคราช รีสอร์ทแอนด์สปาเชียงใหม่ เป็นต้น เพราะว่าเป็นให้ผลการสืบค้นที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น

Keyword SEO สำคัญต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ เนื่องจากระบบอัลกอริทึ่มของ Search Engine อย่าง Yahoo , Google จะนำวิเคราะห์คุณภาพบทความจากการใส่ Keyword SEO โดยผู้เขียนบทความ SEO จะต้องระมัดระวังการใส่คีย์เวิร์ดที่ซ้ำมากเกินไป ทำให้เนื้อหาอ่านไม่รู้เรื่อง หรือมีการใช้คีย์เวิร์ดที่ยัดเยียดทำให้คนอ่านรู้สึกว่าบทความไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งจะส่งผลทำให้ผลการจัดอันดับเว็บไซต์ต่ำลง ซึ่งจะทำให้เสียโอกาสในการแข่งขันกับเว็บไซต์ของคู่แข่งรายอื่นที่ใช้คีย์เวิร์ดเดียวกัน

นอกจากคีย์เวิร์ด SEO จะใช้สำหรับการเขียนบทความแล้ว ผู้เชี่ยวชาญทางการตลาดออนไลน์ ยังแนะนำให้ใส่ในส่วนของชื่อเพจ URL Address หรือ ลิ้งค์เว็บไซต์ และส่วน Meta Description (ส่วนสรุปเนื้อหาของแต่ละหน้าเพจในเว็บไซต์) ชื่อของรูป ชื่อของคลิป ฯลฯ เพื่อเป็นการสะสมข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ ที่จะช่วยให้ผลการวิเคราะห์อันดับเว็บไซต์ดีขึ้นในระยะยาวด้วย

การทำเว็บไซต์ออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ มียอดผู้ชมเว็บไซต์และยอดขายที่ดี ต้องให้ความสำคัญกับการทำเว็บไซต์ที่สวยงามใช้งานง่าย และต้องสามารถใช้ Keyword SEO อย่างเหมาะสมด้วย จึงจะทำให้มีผลในการจัดอันดับการสืบค้นที่ดีใน Google และ Yahoo ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและเพิ่มยอดขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ความสำคัญ ประโยชน์ของ keyword SEO

post

7 ศัพท์ควรรู้เมื่อต้องการดันอันดับเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก

ถ้าคุณเป็นมือใหม่ในการเริ่มทำ SEO คุณจำเป็นจะต้องรู้คำศัพท์ที่เอามาใช้กับการทำอันดับ ไม่งั้นคุณจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง มาดูกันเลยว่าทั้ง 7 คำนั้นมีอะไรบ้าง

1.SEO – คำนี้ควรจะเป็นคำแรกของทุกคนที่อยู่ในวงการต้องรู้จัก คำที่เราเรียกกันติดปากว่า “SEO” นั้น ย่อมาจาก “Search Engine Optimization” แปลตรงตัวคือ “กระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหา” คนไทยส่วนใหญ่จะรู้จักการทำ SEO เฉพาะแต่ในเว็บไซต์ Google แต่รู้หรือไม่ว่าเว็บไซต์ Yahoo หรือ Bing ก็มีระบบการค้นหาแบบนี้ให้บริการอยู่นานแล้วเหมือนกัน ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะ Google เท่านั้น

2.Keyword – ลำดับต่อมาคำศัพท์ที่เรามักพบเจอประจำนั้นคือคำว่า Keyword (คีย์เวิร์ด) เป็นคำที่ใช้เรียกแทนคำที่เราต้องการจะดันอันดับ เช่น หากคุณเปิดร้านขายมือถือ คุณต้องการทำอันดับคำว่า “มือถือ” ให้ขึ้นหน้าแรกของ Google คำว่า “มือถือ” นี่แหละที่เป็น Keyword ในการจัดทำอันดับ

3.Content – เมื่อเราได้คีย์เวิร์ดที่เราจะนำมาทำอันดับแล้ว คุณจะต้องมี Content (คอนเทนต์) ที่มีเนื้อหารองรับคีย์เวิร์ดที่คุณต้องการ เพื่อให้ทาง Google รู้จักและเข้าใจว่าตอนนี้เว็บไซต์ของคุณต้องการดันอันดับคำว่าอะไรอยู่ เช่น เมื่อคุณขายมือถือและต้องการทำอันดับคำว่า “มือถือ” ในเว็บไซต์ของคุณก็ควรจะมีเนื้อหาหรือคอนเทนต์ที่มีคำว่า “มือถือ” อยู่ด้วย

4.Traffic – คือจำนวนการเข้าเว็บไซต์จากผู้คนทั่วไปที่สนใจ คำว่า Traffic (ทราฟฟิค) มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าคำอื่น ๆ เพราะถ้ายิ่งทำให้มีคนเข้าหาเว็บไซต์ของคุณได้มากขึ้นเท่าไรและยังตรงกับกลุ่มเป้าหมายของคีย์เวิร์ดด้วยล่ะก็ ทาง Google จะเข้าใจและยกอันดับเว็บไซต์ของคุณให้อยู่สูงขึ้นไปอีก

5.Sitemap – คำนี้หมายถึงโครงสร้างเว็บไซต์ที่คุณสร้างขึ้นมา Sitemap (ไซต์แม็พ) จะแสดงให้ Google เข้าใจว่าเว็บไซต์ของคุณมีหน้าอะไรบ้างและเกี่ยวข้องกันอย่างไรในแต่ละหน้า

6.Backlink – แบล็คลิงก์ ถือว่าเป็นคำที่มีความสำคัญแทบจะเรียกว่าที่สุดในยุคที่ผ่านมา เพราะเปรียบเสมือนป้ายโฆษณาที่เขียนชื่อหรือบริการของเว็บไซต์คุณแล้วนำไปติดระหว่างทาง ทำให้ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาได้เห็นว่าเว็บไซต์ของคุณทำอะไรและมีที่ตั้งอยู่ที่ไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในปัจจุบันจะมีความสำคัญลดลงขนาดที่ไม่จำเป็นต้องทำ เพียงแค่ทาง Google ลดความสำคัญลงไปบ้างเท่านั้นเอง

7.Black Hat SEO & White Hat SEO – เป็นการเรียกเปรียบเทียบระหว่างการทำ SEO แบบถูกต้องตามกฏของ Google หรือทำแบบผิดกฏเท่านั้นเอง แบ่งเป็น Black Hat (แปลว่า “หมวกดำ”) คือการทำ SEO โดยการใช้วิธีใด ๆ ก็ตามที่สามารถทำอันดับให้กับเว็บไซต์ได้โดยไม่คำนึงถึงกฏของ Google ส่วน White Hat (แปลว่า “หมวกขาว”) คือการทำ SEO โดยใช้วิธีที่ถูกต้องทำตามกฏของทาง Google 100%

ยังมีคำศัพท์อีกหลายคำที่มีความสำคัญกับการทำ SEO แต่หวังว่าใน 7 คำที่ได้นำเสนอในบทความนี้จะสามารถขยายความเข้าใจให้กับคุณได้มากขึ้นและช่วยให้การทำอันดับของคุณไม่หลงทาง

7 ศัพท์ควรรู้เมื่อต้องการดันอันดับเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก

post

รู้ไหม SEO แบบนี้เอาท์ไปแล้ว ในปี 2019

การทำธุรกิจออนไลน์จะต้องพยายามทำให้เว็บไซต์ถูกจัดอยู่ในอันดับหน้าแรกของการสืบค้นด้วย search engine จึงจะทำให้การทำ Digital Marketing ประสบประสิทธิผลขั้นสูงสุดคือส่งสารไปถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และทำให้สร้างยอดขายอย่างสวยงามตามที่ตั้งใจไว้

การทำ SEO หรือ search engine optimization เป็นที่รู้จักกันในแวดวงธุรกิจออนไลน์มาหลายปี เรามาดูกันว่าการทำเว็บไซต์ SEO แบบไหนที่เอาท์หรือไม่ควรมีให้เห็นอีกแล้วในปี 2019

รู้ไหม SEO แบบนี้เอาท์ไปแล้ว ปี 2019

ส่วนของ Content SEO

การทำ Content หรือบทความ SEO ที่มีเนื้อหาซ้ำ เป็นการ Copy จากต้นฉบับที่อื่นมาโพสในเว็บไซต์ตัวเอง จะทำให้ไม่ผ่านการตรวจสอบ plagiarism ระบบ algorithm search engine ไม่ว่าจะ Google หรือ Yahoo และ Bing ทำให้อันดับของเว็บไซต์ร่วงลงไปอยู่อันดับหลัง ๆ ได้

Keyword ที่เลือกใช้ในการสร้าง Content นั้นหากยัดเยียดถ้อยคำและจำนวนที่มากเกินไป จะทำให้เกิดความเกิดความไม่เป็นธรรมชาติในการอ่าน ควรยึดหลักว่าควรจะมี keyword SEO กระจายอยู่ทั่วไปทั้งในส่วนบทนำ ส่วนเนื้อหาและส่วนสรุปหรือการให้ข้อคิดเห็น 3-4 ตำแหน่ง สำหรับบทความไม่เกิน 1000 คำก็น่าจะเพียงพอแล้ว

ส่วนของ keyword SEO

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะนิยมใช้ keyword SEO แบบสั้น ๆ หรือที่เรียกว่า Short -Tail keyword เช่น ดอกไม้ วิตามิน กีฬา แต่ใน ปี 2019 ต้องปรับให้เป็น long-Tail keyword ซึ่งจะมีการเพิ่มบริบทรอบข้างของ keyword เช่น รับจัดช่อดอกไม้วาเลนไทน์ แทนคำว่าดอกไม้ วิตามินผิวขาวใส แทนคำว่าวิตามิน กีฬา E Sport แทนคำว่า กีฬา

ซึ่งเราสามารถศึกษา long-Tail keyword ได้ จาก Google search ที่จะมีการแสดงสถิติในการค้นคว้าของกลุ่มผู้บริโภค เพื่อให้ผู้ผลิต Content สามารถเลือกหยิบใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเหมาะสม รวมไปถึงผู้ผลิตภาพและสื่อสำหรับงาน Digital Marketing เพื่อนำไปใช้เป็นธีมหรือแนวทางในการถ่ายภาพ ถ่ายคลิปวีดีโอ หรือสร้างสื่อมัลติมีเดียที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าทั่วโลกได้ดียิ่งขึ้นด้วย

นอกจากที่กล่าวมา การทำสื่อดิจิตอลและเว็บไซต์ SEO ในปี 2019 ยังต้องคำนึงถึงสถานการณ์การใช้งานจริง กล่าวคือ ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในยุค 5g มากกว่า 90% จะใช้โทรศัพท์มือถือพกติดตัวตลอดเวลาในการค้นหาข้อมูลต่างๆ แม้ครั้งละไม่นาน แต่จะมีความถี่สูง เพราะฉะนั้นการทำเว็บไซต์จึงต้องให้ตอบโจทย์ความสะดวกนี้ เรียกว่ามี mobile optimization จึงจะถูกจัดอันดับสูง และได้รับความนิยมจากกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

รู้ไหม SEO แบบนี้เอาท์ไปแล้ว ใน

จะเห็นได้ว่า ในปี 2019 การทำเว็บไซต์ SEO ไม่ควรยึดติดกับรูปแบบเก่า ๆ ที่เอาท์ไปแล้ว ต้องสร้างสื่อดิจิตอลที่สอดคล้องกับการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน ส่งเรื่องราวที่ดีผ่านบทความคุณภาพสู่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ จึงจะทำให้การทำธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จได้อย่างงดงาม

post

บทความ SEO ที่ดี ต้องมีลักษณะอย่างไร

การทำเว็บไซต์ให้มีผู้ติดตามและสื่อสารถึงผู้อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องศึกษาการเขียนบทความ SEO ที่ดีที่ทำให้สามารถถูกสืบค้นง่ายจาก search engine และมีคุณค่าแก่ผู้อ่านในระยะยาว ดังนี้

บทความ SEO ที่ดี ต้องมีลักษณะอย่าง

มีความรู้จริงในสิ่งที่เขียน

ปัจจุบัน ผู้อ่านมีทางเลือกมากมายในการหาความรู้และการหาคำตอบในเรื่องที่สงสัยจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ บทความที่ดีจึงต้องเน้นที่สาระ ความถูกต้องของเนื้อหา มีมุมมองทั้งเชิงลึกและกว้างในสิ่งที่เขียน จึงจะทำให้ผู้อ่านติดตาม ซึ่งการจำกัดจำนวนคำไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญเสมอไป การมีความยาวมาก หากเป็นส่วนพรรณนาที่ไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ หรือเป็นการส่งเสริมการขายเสียส่วนใหญ่ ผู้อ่านก็ย่อมไม่ประทับใจ และอาจไม่เข้ามาอ่านเพจอีก

การมีคีย์เวิร์ด SEO ที่เหมาะสม

ในแต่ละบทความ ต้องมีการกำหนดคีย์เวิร์ดเพื่อเป็นแนวทางในการเขียน มีวัตถุประสงค์ในการสร้างเนื้อหาที่ชัดเจน และตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้อ่านเป้าหมาย การวิจัยคีย์เวิร์ด SEO จึงมีบทบาทมากต่อการทำ content การเลือกเพียงหนึ่งคีย์เวิร์ดต่อบทความ จะยิ่งเพิ่มความชัดเจนในเนื้อหา

โดยควรศึกษาจาก google search ซึ่งแสดงผลคีย์เวิร์ดที่ผู้คนนิยมสืบค้นทั้งในปัจจุบันและย้อนหลัง ซึ่งเรียกว่า short tail keywords เช่น เสื้อผ้า นมผง รองเท้า ฯลฯ เมื่อคุณได้คีย์เวิร์ดที่ตรงกับสินค้าและบริการของคุณแล้ว ก็นำมาสร้างเป็น long tail keywords เพื่อใช้ใส่ในบทความของคุณต่อไป เช่น เสื้อผ้าวัยรุ่นแบรนด์ xxx รองเท้า กีฬา แบรนด์ XXX นมผงเด็กวัยแรกเกิด เป็นต้น

กระจายคีย์เวิร์ดให้ทั่วทั้งบทความ

การมีคีย์เวิร์ดอย่างเดียวในหนึ่งหรือสองจุดของบทความจะมีนัยสำคัญไม่มากพอจะทำให้เนื้อหาสาระดี ๆ ของคุณถูกสืบค้นได้ง่ายผ่าน search engine อย่าง google yahoo โดยหลักการแล้ว ควรมีคีย์เวิร์ด SEO กระจายอยู่ใน 5 จุด ต่อไปนี้

1. ส่วนหัวต้นเรื่อง หรือtitleของบทความที่ต้องสั้น กระชับ และตรงประเด็น

2. ส่วน URL address หรือที่อยู่ของหน้าเพจที่ควรใส่คีย์เวิร์ดเป็นภาษาอังกฤษเสมอเพื่อป้องกันการพิมพ์วรรณยุกต์หรือตัวสะกดผิด

3. บทบรรยายย่อหน้าแรก หรือ description เป็นส่วนที่เจ้าของเว็บไซต์สามารถปรับแต่งได้ด้วย SEO plugin

4. ส่วนหัวข้อย่อยในบทความ หรือ Heading เช่น คีย์เวิร์ดว่า Nike ก็ควรมีหัวข้อย่อยว่า Nike มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ปัจจุบัน ใครเป็น presenter ที่โดดเด่น ของผลิตภัณฑ์ Nike เป็นต้น

5. การตั้งชื่อภาพประกอบในบทความ ควรมีคีย์เวิร์ดอยู่ด้วยเสมอ

บทความ SEO ที่ดี ต้องมีลักษณะอย่างไร

เมื่อศึกษาส่วนประกอบของบทความ SEO ที่ดีจนสามารถสร้างผลงานที่มีคุณภาพ นำเสนอบนเว็บไซต์ของคุณเป็นประจำ จะทำให้เว็บไซต์มีผู้อ่านติดตามอย่างต่อเนื่องและนำมาสู่ยอดขายสินค้าที่ดียิ่งขึ้นในระยะยาวด้วย