post

กลยุทธ์การใช้คีย์เวิร์ดเพิ่มประสิทธิภาพการทำ SEO

เว็บไซต์มีการแข่งขันกันตลอดเวลา การจัดอันดับเว็บใน Google จึงปรับเลื่อนขึ้นและลงอยู่เสมอ ใครหยุดนิ่งอยู่กับที่ก็มีแต่ละถูกลดอันดับลงไปเรื่อย ๆ สิ่งที่ทำให้การจัดอันดับดีขึ้นมีหลายปัจจัยด้วยกัน บทความคือองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้าเป้าหมายเข้าใจธุรกิจและสินค้าเพิ่มขึ้น มีโอกาสรู้จักแบรนด์และกระตุ้นยอดขายมากขึ้น ไม่เฉพาะการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพหรืออัปเดตคอนเทนต์ใหม่ ๆ เท่านั้น การวิจัยคีย์เวิร์ดก็เป็นขั้นตอนจำเป็นเพื่อดึงดูดผู้เข้าชมและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือค้นหา ช่วยให้การตลาดออนไลน์ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

การเลือกคำหลักและใส่ลงในบทความจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรรู้ มีคำแนะนำมาฝากกันดังนี้

1.ค้นหาคำหลักที่เหมาะสม

การเลือกคีย์เวิร์ดเป็นขั้นตอนสำคัญในการเขียนบทความเพื่อทำ SEO โดยพิจารณาคำที่ตรงกับธุรกิจและอุตสาหกรรม สินค้าและบริการ ก่อนอื่นจะต้องรู้ว่าคำหลักคำใดดีที่สุดสำหรับเว็บไซต์เพื่อใช้เป็นตัวหลักในบทความ ส่วนคำอื่น ๆ เป็นคำรองที่สลับกันได้ในแต่ละบท มีเครื่องมือฟรีมากมายช่วยทำการวิจัยคำหลัก เช่น Google Keyword หรือเครื่องมือยอดนิยมที่ต้องเสียเงิน เช่น AHREFS, Semrush, Woorank

โดยคำหลักที่ดีต้องไม่มีการแข่งขันสูงเกินไป ตัวอย่างเช่น “ช่างซ่อมรถยนต์” เป็นคำทั่วไปที่จะปรากฏคำค้นหาจำนวนมาก ควรเลือกคำหลักที่เฉพาะเจาะจงกว่านั้น เช่น “ช่างซ่อมรถยนต์ในเขตปทุมวัน กรุงเทพฯ” นอกจากนี้ยังใช้คำหลักที่มีความยาว 3-4 คำขึ้นไปเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและสะดวกกับเครื่องมือค้นหาด้วย เช่น “วิธีตรวจเช็คสภาพรถยนต์เบื้องต้น” หรือ “จุดตรวจเช็ครถก่อนเดินทางไกล” และ “การตรวจระดับน้ำมันต่าง ๆ ” สามารถใส่ลงในหัวข้อบทความได้เลย ทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายค้นพบบทความและเว็บไซต์ได้ง่าย สามารถติดต่อขอข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมในภายหลัง

2.ใช้คำหลักในตำแหน่งที่ถูกต้อง

เมื่อค้นพบคำหลักตรงเป้าหมายแล้วให้ใช้เพียง 1-2 คีย์เวิร์ดในแต่ละบทความ ตำแหน่งที่เหมาะสมคือพาดหัวบทความ ย่อหน้าแรก ส่วนที่เหลือกระจายไปในแต่ละย่อหน้า และย่อหน้าสุดท้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เครื่องมือค้นหามีการรวบรวมข้อมูลทำให้รู้ว่าโพสต์นั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ถ้าบทความค่อนข้างสั้นไม่จำเป็นต้องใส่คีย์เวิร์ดถี่เกินไป อย่างน้อยควรมี 1 คำในย่อหน้าแรกที่เป็นคำนำ และอีก 1 คำในย่อหน้าสุดท้ายที่เป็นบทสรุป คีย์เวิร์ดจะต้องกลมกลืนไปกับเนื้อหาอย่างเป็นธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้คำที่ไม่เกี่ยวข้องหรือคำศัพท์เฉพาะอย่างเช่นศัพท์ทางเทคนิคและวิศวกรรมต่าง ๆ ซึ่งยากเกินไปไม่มีประโยชน์กับการทำ SEO แนะนำให้เลือกคำทั่วไปที่คนส่วนใหญ่ใช้ในการค้นหาข้อมูล สุดท้ายตรวจสอบให้แน่ใจว่าคำหลักนั้นมีอยู่ใน URL และ Meta Tag ซึ่งเป็นคำอธิบายรายละเอียดของเนื้อหาในหน้าเว็บนั้น เพื่อสร้างเส้นทางให้ผู้ค้นหาพบเห็นและคลิกเพื่ออ่านบทความเต็ม

การเขียนบทความที่กระชับ เพิ่มหัวข้อย่อยและมีย่อหน้าเล็ก ๆ จะเพิ่มประสิทธิภาพของหน้าเว็บให้อ่านง่ายบนหน้าจออุปกรณ์มือถือ ซึ่งทาง Google เริ่มให้ความสำคัญในการจัดอันดับหน้าเว็บยอดนิยมเมื่อเร็ว ๆ นี้ เนื้อหาที่อ่านง่าย มีขนาดที่เหมาะสมสำหรับหน้าจอ ถือว่าตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างยอดเยี่ยมจะได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้นด้วย

การเลือกคำหลักและใส่ลงในบทความ

post

อยากขยายตลาดไปต่างประเทศ ทำ SEO ให้เว็บไซด์ดีไหม

การทำเว็บไซต์ออนไลน์ขายสินค้าเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากระบบอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงในยุค 5G และความนิยมในการใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน เพื่อติดต่อสื่อสารและค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ทั่วโลก การขยายตลาดของธุรกิจไปยังต่างประเทศ จะทำให้มีฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นนำมาซึ่งความสำเร็จและรายได้ที่งดงามได้ โดยเฉพาะถ้าเว็บไซต์ของคุณทำ SEO ก็จะยิ่งเห็นผลชัดเจน

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคหนึ่งที่จะทำให้ขยายตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้าต่างประเทศได้ง่าย โดยใช้ต้นทุนต่ำแต่ได้ผลจริงไม่ว่าจะวัดจากจำนวนผู้ชมเข้าเว็บไซต์ จำนวนลูกค้าที่สั่งซื้อ และรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ คือ คุณต้องรู้วิธีการทำ SEO ที่ถูกต้องตามหลักการที่ Search Engine กำหนด เพื่อให้ระบบ AI วิเคราะห์คุณภาพและจัดอันดับเว็บไซต์ไว้ด้านบนของหน้าจอการสืบค้นอยู่เสมอ ดังนี้

1. การใช้ keyword ที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย สำหรับกลุ่มลูกค้าต่างประเทศควรทำการสืบค้นว่านิยมใช้ Search Engine ใด ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะใช้ Bing, Yahoo และ Google แต่หากเป็นลูกค้าในประเทศจีนก็จะใช้ Baidu เพื่อเลือกคำที่เหมาะสมในการสร้างบทความหรือคลิปส่งเสริมการขาย

2. ทำเว็บไซต์ที่เป็นภาษาต่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับนักแปลหรือผู้ผลิตคอนเทนต์ที่มีความสามารถในการอธิบายเป็นภาษาต่างประเทศได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งด้านไวยากรณ์และสำเนียง โดยเฉพาะการทำคลิปวิดีโอ

3. สีประจำของเว็บไซต์ จำเป็นต่อการสร้างเอกลักษณ์ ควรเน้นสีสันสบายตา และให้ความรู้สึกเป็นกันเองกับผู้ชม จะได้รับความนิยมมากกว่าการใช้สีฉูดฉาดและตัวอักษรที่เขียนหวัดอ่านยาก

4. ออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายทั้งระบบโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ จะสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ทำให้ได้รับออเดอร์ตลอด 24 ชั่วโมงจากทุกมุมโลก และควรมี Chat Box เพื่อตอบคำถามอย่างรวดเร็วและสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยให้เว็บไซต์

5. การเชื่อมโยงลิงก์ของเว็บไซต์ภายนอกหลาย ๆ แห่งเข้ากับเว็บไซต์ธุรกิจของคุณ โดยการเข้าไปตอบคำถามหรือแนะนำสินค้าในเพจต่างประเทศที่รวมกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณเข้าด้วยกัน เช่น คุณขายรองเท้าเพื่อสุขภาพ ก็ควรเข้าห้องแชทของชาวต่างชาติที่ใส่ใจสุขภาพ เช่น ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ เมื่อคุณแสดงความคิดเห็นทีเป็นประโยชน์ พร้อมกับแนบลิงก์เพื่อเข้าสู่เว็บไซต์หลักของคุณ ก็จะทำให้มีลูกค้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นในธุรกิจของคุณอย่างแน่นอน

เทคนิคหนึ่งที่จะทำให้ขยายตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้า

จะเห็นได้ว่า เทคนิคการทำ SEO จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณได้ลูกค้าจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนมากอย่างการประชาสัมพันธ์วิธีอื่น ๆ ทั้งนี้ควรทำการศึกษาหลักการ SEO คู่กับการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคของผู้ใช้งานเว็บไซต์ในต่างประเทศ ก็จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ดียิ่งขึ้น

post

ทำความรู้จักกับ SEO ใครควรทำการตลาด SEO

หนึ่งในหลายปัจจัยที่จะทำให้การตลาดของคุณประสบความสำเร็จคือการใช้ SEO ซึ่งโดยปกติน้อยคนนักที่จะรู้จักและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากแต่ใครกันที่จำเป็นต้องใช้งานมากที่สุด

การตลาด SEO มีความสำคัญอย่างไร ใครจำเป็นต้องใช้ ?

1. เว็บไซต์ที่ต้องการเพิ่มจำนวนคนเข้าชม ปัจจุบันการใช้งานเพื่อค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ผ่าน Google Search มีมากถึง 3,500 ล้านครั้งต่อวัน ซึ่งเป็นสถิติจาก WordStream ที่มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆทุกปี จึงทำให้โอกาสในการทำอันดับเว็บไซต์ของคุณที่ต้องการให้คนทั่วโลกได้เห็นคุณมีเป็นจำนวนมาก

2. ร้านค้าออนไลน์ที่ต้องการโอกาสในการขายสินค้า การทำเว็บ SEO เพื่อต้องการโปรโมทร้านค้านั้น ถือเป็นการทำที่เฉพาะเจาะจงให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายผ่านทาง Search Engine ที่ต้องการค้นหาคำหรือคีย์เวิร์ดนั้นๆ ย่อมมีโอกาสที่จะทำให้ลูกค้าค้นหาร้านค้าของคุณได้ในลำดับต้นๆ เมื่อมีคนเข้าชมเว็บของคุณมากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะขายของได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

3. ผู้ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เมื่อการทำ SEO ของคุณได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจะค้นหาแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเงินไปโฆษณาในแหล่งอื่นๆ อีก โดยเฉพาะใน Search Engine ที่มีราคาแพงกว่า เพราะในปัจจุบันคนหันมาใช้การค้นหาออนไลน์ที่มากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นทีวีออนไลน์ วิทยุออนไลน์ หรือแม้แต่หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ก็ยังมีมาให้คุณได้ใช้งานผ่านโลกออนไลน์ได้ด้วย เพียงแต่ทำคีย์เวิร์ดให้ตรงตามกลุ่มและเป้าหมาย ก็สามารถที่จะทำการตลาดในระยะยาวได้แล้ว

4. ผู้ที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ เมื่อมีคนค้นหาข้อมูลผ่านตัว Search Engine ซึ่งโดยส่วนใหญ่คนที่ค้นหาก็เลือกที่จะเปิดข้อมูลเฉพาะหน้าที่โชว์ในลำดับต้นๆ เท่านั้น แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว ที่อย่างน้อยก็มีคนเห็นเว็บของคุณได้ขึ้นโชว์ในลำดับต้นๆของ Search Engine แม้ว่าจะไปคลิกเข้าไปแค่ดูข้อมูลก็ตามที

5. ผู้ที่ต้องการรายได้จากค่าโฆษณา เมื่อเว็บไซต์ของคุณสามารถทำให้ของคนทั่วโลกได้รู้จักได้ รับรองได้เลยว่าจะมีโฆษณาเข้ามาเพื่อให้คุณทำเงินได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะขอเช่าพื้นที่บนหน้าจอหรือขอฝากลิงก์ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถที่จะสร้างรายได้ให้คุณทั้งนั้น เพียงแต่คุณเองต้องคอยรักษาคุณภาพของบทความและเว็บไซต์ให้มีคุณภาพอยู่เสมอๆ หมั่นคอยอัปเดตข้อมูลที่ทางโฆษณาต้องการ ที่สำคัญในการเลือกโฆษณาที่จะลงบนเว็บคุณเอง ก็ต้องเลือกโฆษณาที่เป็นคุณภาพด้วย ไม่ใช่ใส่เยอะจนเกินไปสร้างความน่ารำคาญให้กับคนเข้าเว็บ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วยอดคนเข้าชมจะหายไปในพริบตา

การตลาด SEO มีความสำคัญอย่างไร ใครจำเป็นต้องใช้

สำหรับใครที่ต้องการจะหาโอกาสการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ลองพิจารณาข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นดูว่าคุณเหมาะสมที่จะทำหรือไม่ ทำแล้วได้ผลดีอย่างไร เพราะถ้าได้ทำ SEO แล้วรับรองได้เลยว่าหากคุณขยันหมั่นตรวจสอบและอัปเดตข้อมูลภายในเว็บอยู่ตลอดเวลา จะทำให้ยอดผู้เข้าชม รายได้จากการขายสินค้าและอื่นๆ จะเข้ามาไม่ขาดสาย เพียงแต่เน้นที่คุณภาพในการทำเว็บไซต์เท่านั้นเอง

post

ความสำคัญและประโยชน์ของ keyword SEO

การประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ออนไลน์ให้เป็นที่รู้จักจะต้องมีการทำการตลาด ซึ่งวิธีที่นิยมมากในปัจจุบันก็คือ การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เพื่อให้เว็บไซต์มีอันดับที่ดีในหน้าสืบค้นด้วย keyword ต่าง ๆ จากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

ซึ่งในการทำ SEO ต้องมีการใช้คีย์เวิร์ด SEO สำหรับการเขียนบทความที่มีคุณภาพ โดยการใช้คีย์เวิร์ดต้องมาจากการสืบค้นใน Google Search แล้วเลือกคำที่ตรงกับสินค้าและบริการที่มีในเว็บไซต์คุณ มาเขียนโดยให้กระจายอยู่ในบทความอย่างน้อย 2-3 แห่ง โดยคีย์เวิร์ด SEO สามารถแยกออกได้เป็น ประเภทต่าง ๆ ดังนี้

1. Niche Keyword เป็นคำค้นหาที่มีความเฉพาะเจาะจง จะพบกับเว็บไซต์ที่เน้นการขายสินค้าในหมวดหมู่นั้น ๆ เช่น มีการระบุชื่อรุ่นของโทรศัพท์มือถือ Notebook รองเท้ากีฬา เป็นต้น

2. Widely Keyword เป็นคำสั้น ๆ มักจะใช้กับการเขียนบทความ SEO ที่เป็นการให้ความรู้ทั่วไป เช่น โรงแรม ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว รองเท้าผู้ชาย เป็นต้น

3. Misspelling Keyword นั้นเกิดจากการสะกดผิด เช่น คำว่า Google ภาษาไทย เขียนเป็น กูเกิล และ กูเกิ้ล ซึ่งจะมีการใช้ทั้ง 2 แบบเขียนในบทความ เป็นต้น

4. Long-tailed Keyword เป็นคีย์เวิร์ดที่มีส่วนขยายความ ซึ่งเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เช่น ร้านขายดอกไม้ออนไลน์โคราช รีสอร์ทแอนด์สปาเชียงใหม่ เป็นต้น เพราะว่าเป็นให้ผลการสืบค้นที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น

Keyword SEO สำคัญต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ เนื่องจากระบบอัลกอริทึ่มของ Search Engine อย่าง Yahoo , Google จะนำวิเคราะห์คุณภาพบทความจากการใส่ Keyword SEO โดยผู้เขียนบทความ SEO จะต้องระมัดระวังการใส่คีย์เวิร์ดที่ซ้ำมากเกินไป ทำให้เนื้อหาอ่านไม่รู้เรื่อง หรือมีการใช้คีย์เวิร์ดที่ยัดเยียดทำให้คนอ่านรู้สึกว่าบทความไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งจะส่งผลทำให้ผลการจัดอันดับเว็บไซต์ต่ำลง ซึ่งจะทำให้เสียโอกาสในการแข่งขันกับเว็บไซต์ของคู่แข่งรายอื่นที่ใช้คีย์เวิร์ดเดียวกัน

นอกจากคีย์เวิร์ด SEO จะใช้สำหรับการเขียนบทความแล้ว ผู้เชี่ยวชาญทางการตลาดออนไลน์ ยังแนะนำให้ใส่ในส่วนของชื่อเพจ URL Address หรือ ลิ้งค์เว็บไซต์ และส่วน Meta Description (ส่วนสรุปเนื้อหาของแต่ละหน้าเพจในเว็บไซต์) ชื่อของรูป ชื่อของคลิป ฯลฯ เพื่อเป็นการสะสมข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ ที่จะช่วยให้ผลการวิเคราะห์อันดับเว็บไซต์ดีขึ้นในระยะยาวด้วย

การทำเว็บไซต์ออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ มียอดผู้ชมเว็บไซต์และยอดขายที่ดี ต้องให้ความสำคัญกับการทำเว็บไซต์ที่สวยงามใช้งานง่าย และต้องสามารถใช้ Keyword SEO อย่างเหมาะสมด้วย จึงจะทำให้มีผลในการจัดอันดับการสืบค้นที่ดีใน Google และ Yahoo ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและเพิ่มยอดขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ความสำคัญ ประโยชน์ของ keyword SEO

post

7 ศัพท์ควรรู้เมื่อต้องการดันอันดับเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก

ถ้าคุณเป็นมือใหม่ในการเริ่มทำ SEO คุณจำเป็นจะต้องรู้คำศัพท์ที่เอามาใช้กับการทำอันดับ ไม่งั้นคุณจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง มาดูกันเลยว่าทั้ง 7 คำนั้นมีอะไรบ้าง

1.SEO – คำนี้ควรจะเป็นคำแรกของทุกคนที่อยู่ในวงการต้องรู้จัก คำที่เราเรียกกันติดปากว่า “SEO” นั้น ย่อมาจาก “Search Engine Optimization” แปลตรงตัวคือ “กระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหา” คนไทยส่วนใหญ่จะรู้จักการทำ SEO เฉพาะแต่ในเว็บไซต์ Google แต่รู้หรือไม่ว่าเว็บไซต์ Yahoo หรือ Bing ก็มีระบบการค้นหาแบบนี้ให้บริการอยู่นานแล้วเหมือนกัน ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะ Google เท่านั้น

2.Keyword – ลำดับต่อมาคำศัพท์ที่เรามักพบเจอประจำนั้นคือคำว่า Keyword (คีย์เวิร์ด) เป็นคำที่ใช้เรียกแทนคำที่เราต้องการจะดันอันดับ เช่น หากคุณเปิดร้านขายมือถือ คุณต้องการทำอันดับคำว่า “มือถือ” ให้ขึ้นหน้าแรกของ Google คำว่า “มือถือ” นี่แหละที่เป็น Keyword ในการจัดทำอันดับ

3.Content – เมื่อเราได้คีย์เวิร์ดที่เราจะนำมาทำอันดับแล้ว คุณจะต้องมี Content (คอนเทนต์) ที่มีเนื้อหารองรับคีย์เวิร์ดที่คุณต้องการ เพื่อให้ทาง Google รู้จักและเข้าใจว่าตอนนี้เว็บไซต์ของคุณต้องการดันอันดับคำว่าอะไรอยู่ เช่น เมื่อคุณขายมือถือและต้องการทำอันดับคำว่า “มือถือ” ในเว็บไซต์ของคุณก็ควรจะมีเนื้อหาหรือคอนเทนต์ที่มีคำว่า “มือถือ” อยู่ด้วย

4.Traffic – คือจำนวนการเข้าเว็บไซต์จากผู้คนทั่วไปที่สนใจ คำว่า Traffic (ทราฟฟิค) มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าคำอื่น ๆ เพราะถ้ายิ่งทำให้มีคนเข้าหาเว็บไซต์ของคุณได้มากขึ้นเท่าไรและยังตรงกับกลุ่มเป้าหมายของคีย์เวิร์ดด้วยล่ะก็ ทาง Google จะเข้าใจและยกอันดับเว็บไซต์ของคุณให้อยู่สูงขึ้นไปอีก

5.Sitemap – คำนี้หมายถึงโครงสร้างเว็บไซต์ที่คุณสร้างขึ้นมา Sitemap (ไซต์แม็พ) จะแสดงให้ Google เข้าใจว่าเว็บไซต์ของคุณมีหน้าอะไรบ้างและเกี่ยวข้องกันอย่างไรในแต่ละหน้า

6.Backlink – แบล็คลิงก์ ถือว่าเป็นคำที่มีความสำคัญแทบจะเรียกว่าที่สุดในยุคที่ผ่านมา เพราะเปรียบเสมือนป้ายโฆษณาที่เขียนชื่อหรือบริการของเว็บไซต์คุณแล้วนำไปติดระหว่างทาง ทำให้ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาได้เห็นว่าเว็บไซต์ของคุณทำอะไรและมีที่ตั้งอยู่ที่ไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในปัจจุบันจะมีความสำคัญลดลงขนาดที่ไม่จำเป็นต้องทำ เพียงแค่ทาง Google ลดความสำคัญลงไปบ้างเท่านั้นเอง

7.Black Hat SEO & White Hat SEO – เป็นการเรียกเปรียบเทียบระหว่างการทำ SEO แบบถูกต้องตามกฏของ Google หรือทำแบบผิดกฏเท่านั้นเอง แบ่งเป็น Black Hat (แปลว่า “หมวกดำ”) คือการทำ SEO โดยการใช้วิธีใด ๆ ก็ตามที่สามารถทำอันดับให้กับเว็บไซต์ได้โดยไม่คำนึงถึงกฏของ Google ส่วน White Hat (แปลว่า “หมวกขาว”) คือการทำ SEO โดยใช้วิธีที่ถูกต้องทำตามกฏของทาง Google 100%

ยังมีคำศัพท์อีกหลายคำที่มีความสำคัญกับการทำ SEO แต่หวังว่าใน 7 คำที่ได้นำเสนอในบทความนี้จะสามารถขยายความเข้าใจให้กับคุณได้มากขึ้นและช่วยให้การทำอันดับของคุณไม่หลงทาง

7 ศัพท์ควรรู้เมื่อต้องการดันอันดับเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก

post

รู้ไหม SEO แบบนี้เอาท์ไปแล้ว ในปี 2019

การทำธุรกิจออนไลน์จะต้องพยายามทำให้เว็บไซต์ถูกจัดอยู่ในอันดับหน้าแรกของการสืบค้นด้วย search engine จึงจะทำให้การทำ Digital Marketing ประสบประสิทธิผลขั้นสูงสุดคือส่งสารไปถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และทำให้สร้างยอดขายอย่างสวยงามตามที่ตั้งใจไว้

การทำ SEO หรือ search engine optimization เป็นที่รู้จักกันในแวดวงธุรกิจออนไลน์มาหลายปี เรามาดูกันว่าการทำเว็บไซต์ SEO แบบไหนที่เอาท์หรือไม่ควรมีให้เห็นอีกแล้วในปี 2019

รู้ไหม SEO แบบนี้เอาท์ไปแล้ว ปี 2019

ส่วนของ Content SEO

การทำ Content หรือบทความ SEO ที่มีเนื้อหาซ้ำ เป็นการ Copy จากต้นฉบับที่อื่นมาโพสในเว็บไซต์ตัวเอง จะทำให้ไม่ผ่านการตรวจสอบ plagiarism ระบบ algorithm search engine ไม่ว่าจะ Google หรือ Yahoo และ Bing ทำให้อันดับของเว็บไซต์ร่วงลงไปอยู่อันดับหลัง ๆ ได้

Keyword ที่เลือกใช้ในการสร้าง Content นั้นหากยัดเยียดถ้อยคำและจำนวนที่มากเกินไป จะทำให้เกิดความเกิดความไม่เป็นธรรมชาติในการอ่าน ควรยึดหลักว่าควรจะมี keyword SEO กระจายอยู่ทั่วไปทั้งในส่วนบทนำ ส่วนเนื้อหาและส่วนสรุปหรือการให้ข้อคิดเห็น 3-4 ตำแหน่ง สำหรับบทความไม่เกิน 1000 คำก็น่าจะเพียงพอแล้ว

ส่วนของ keyword SEO

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะนิยมใช้ keyword SEO แบบสั้น ๆ หรือที่เรียกว่า Short -Tail keyword เช่น ดอกไม้ วิตามิน กีฬา แต่ใน ปี 2019 ต้องปรับให้เป็น long-Tail keyword ซึ่งจะมีการเพิ่มบริบทรอบข้างของ keyword เช่น รับจัดช่อดอกไม้วาเลนไทน์ แทนคำว่าดอกไม้ วิตามินผิวขาวใส แทนคำว่าวิตามิน กีฬา E Sport แทนคำว่า กีฬา

ซึ่งเราสามารถศึกษา long-Tail keyword ได้ จาก Google search ที่จะมีการแสดงสถิติในการค้นคว้าของกลุ่มผู้บริโภค เพื่อให้ผู้ผลิต Content สามารถเลือกหยิบใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเหมาะสม รวมไปถึงผู้ผลิตภาพและสื่อสำหรับงาน Digital Marketing เพื่อนำไปใช้เป็นธีมหรือแนวทางในการถ่ายภาพ ถ่ายคลิปวีดีโอ หรือสร้างสื่อมัลติมีเดียที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าทั่วโลกได้ดียิ่งขึ้นด้วย

นอกจากที่กล่าวมา การทำสื่อดิจิตอลและเว็บไซต์ SEO ในปี 2019 ยังต้องคำนึงถึงสถานการณ์การใช้งานจริง กล่าวคือ ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในยุค 5g มากกว่า 90% จะใช้โทรศัพท์มือถือพกติดตัวตลอดเวลาในการค้นหาข้อมูลต่างๆ แม้ครั้งละไม่นาน แต่จะมีความถี่สูง เพราะฉะนั้นการทำเว็บไซต์จึงต้องให้ตอบโจทย์ความสะดวกนี้ เรียกว่ามี mobile optimization จึงจะถูกจัดอันดับสูง และได้รับความนิยมจากกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

รู้ไหม SEO แบบนี้เอาท์ไปแล้ว ใน

จะเห็นได้ว่า ในปี 2019 การทำเว็บไซต์ SEO ไม่ควรยึดติดกับรูปแบบเก่า ๆ ที่เอาท์ไปแล้ว ต้องสร้างสื่อดิจิตอลที่สอดคล้องกับการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน ส่งเรื่องราวที่ดีผ่านบทความคุณภาพสู่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ จึงจะทำให้การทำธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จได้อย่างงดงาม

post

บทความ SEO ที่ดี ต้องมีลักษณะอย่างไร

การทำเว็บไซต์ให้มีผู้ติดตามและสื่อสารถึงผู้อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องศึกษาการเขียนบทความ SEO ที่ดีที่ทำให้สามารถถูกสืบค้นง่ายจาก search engine และมีคุณค่าแก่ผู้อ่านในระยะยาว ดังนี้

บทความ SEO ที่ดี ต้องมีลักษณะอย่าง

มีความรู้จริงในสิ่งที่เขียน

ปัจจุบัน ผู้อ่านมีทางเลือกมากมายในการหาความรู้และการหาคำตอบในเรื่องที่สงสัยจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ บทความที่ดีจึงต้องเน้นที่สาระ ความถูกต้องของเนื้อหา มีมุมมองทั้งเชิงลึกและกว้างในสิ่งที่เขียน จึงจะทำให้ผู้อ่านติดตาม ซึ่งการจำกัดจำนวนคำไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญเสมอไป การมีความยาวมาก หากเป็นส่วนพรรณนาที่ไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ หรือเป็นการส่งเสริมการขายเสียส่วนใหญ่ ผู้อ่านก็ย่อมไม่ประทับใจ และอาจไม่เข้ามาอ่านเพจอีก

การมีคีย์เวิร์ด SEO ที่เหมาะสม

ในแต่ละบทความ ต้องมีการกำหนดคีย์เวิร์ดเพื่อเป็นแนวทางในการเขียน มีวัตถุประสงค์ในการสร้างเนื้อหาที่ชัดเจน และตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้อ่านเป้าหมาย การวิจัยคีย์เวิร์ด SEO จึงมีบทบาทมากต่อการทำ content การเลือกเพียงหนึ่งคีย์เวิร์ดต่อบทความ จะยิ่งเพิ่มความชัดเจนในเนื้อหา

โดยควรศึกษาจาก google search ซึ่งแสดงผลคีย์เวิร์ดที่ผู้คนนิยมสืบค้นทั้งในปัจจุบันและย้อนหลัง ซึ่งเรียกว่า short tail keywords เช่น เสื้อผ้า นมผง รองเท้า ฯลฯ เมื่อคุณได้คีย์เวิร์ดที่ตรงกับสินค้าและบริการของคุณแล้ว ก็นำมาสร้างเป็น long tail keywords เพื่อใช้ใส่ในบทความของคุณต่อไป เช่น เสื้อผ้าวัยรุ่นแบรนด์ xxx รองเท้า กีฬา แบรนด์ XXX นมผงเด็กวัยแรกเกิด เป็นต้น

กระจายคีย์เวิร์ดให้ทั่วทั้งบทความ

การมีคีย์เวิร์ดอย่างเดียวในหนึ่งหรือสองจุดของบทความจะมีนัยสำคัญไม่มากพอจะทำให้เนื้อหาสาระดี ๆ ของคุณถูกสืบค้นได้ง่ายผ่าน search engine อย่าง google yahoo โดยหลักการแล้ว ควรมีคีย์เวิร์ด SEO กระจายอยู่ใน 5 จุด ต่อไปนี้

1. ส่วนหัวต้นเรื่อง หรือtitleของบทความที่ต้องสั้น กระชับ และตรงประเด็น

2. ส่วน URL address หรือที่อยู่ของหน้าเพจที่ควรใส่คีย์เวิร์ดเป็นภาษาอังกฤษเสมอเพื่อป้องกันการพิมพ์วรรณยุกต์หรือตัวสะกดผิด

3. บทบรรยายย่อหน้าแรก หรือ description เป็นส่วนที่เจ้าของเว็บไซต์สามารถปรับแต่งได้ด้วย SEO plugin

4. ส่วนหัวข้อย่อยในบทความ หรือ Heading เช่น คีย์เวิร์ดว่า Nike ก็ควรมีหัวข้อย่อยว่า Nike มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ปัจจุบัน ใครเป็น presenter ที่โดดเด่น ของผลิตภัณฑ์ Nike เป็นต้น

5. การตั้งชื่อภาพประกอบในบทความ ควรมีคีย์เวิร์ดอยู่ด้วยเสมอ

บทความ SEO ที่ดี ต้องมีลักษณะอย่างไร

เมื่อศึกษาส่วนประกอบของบทความ SEO ที่ดีจนสามารถสร้างผลงานที่มีคุณภาพ นำเสนอบนเว็บไซต์ของคุณเป็นประจำ จะทำให้เว็บไซต์มีผู้อ่านติดตามอย่างต่อเนื่องและนำมาสู่ยอดขายสินค้าที่ดียิ่งขึ้นในระยะยาวด้วย

post

10 ข้อดีของการทำ SEO website

SEO เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนในวงการธุรกิจได้เริ่มทำและได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ หลังการติดอันดับต้น ๆ ในการค้นหาทาง search engine ต่าง ๆ แต่ก็ยังมีหลายคนที่ยังกังขาในประโยชน์ที่จะได้จาก SEO และนี่คือ 10 ข้อดีของ SEO เว็บไซต์ที่เราได้รวบรวมมา

10 ข้อดีของการทำ SEO

1. การปรับปรุงเว็บไซต์ตามหลัก SEO จะช่วยให้เพิ่มโอกาสขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น จากการติดอันดับที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายเห็นเว็บไซต์ได้ง่ายหากติดอันดับ top10

2. SEO ทำให้ประหยัดเวลาของลูกค้าในการหาร้านค้าที่มีสินค้าและบริการที่ตรงใจและช่วยให้ผู้ขายสามารถบริหารจัดการเวลา เพื่อบริการลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น

3. ทำให้เป็นเวทีเกิดของธุรกิจน้องใหม่อีกมากมาย ทั้งยังเพิ่มโอกาสในการแข่งขันได้มากขึ้น ผ่านความตั้งใจทำเว็บไซต์ที่มีคุณภาพและให้สาระแก่ผู้บริโภคทั่วไปด้วยบทความ SEO

4. เป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้แก่วงการธุรกิจ ให้มีความเป็นปัจจุบัน ครองใจคนรุ่นใหม่ยุคมิลเลเนียม ซึ่งเป็นผู้บริโภคสินค้าและบริการกลุ่มสำคัญในปัจจุบัน

5. เพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่บริษัทด้วยการมีแหล่งที่อยู่ติดต่อได้ง่ายและน่าเชื่อถือผ่าน server บนโลกออนไลน์ และสามารถสืบต่อผ่าน hosting ได้ง่ายหากเกิดปัญหาในการซื้อขาย

6. เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวมากกว่าการประชาสัมพันธ์ผ่านวิธีอื่น ๆ เช่น การติดแบนเนอร์ การโฆษณาทางสื่อทีวี วิทยุ หรือการใช้พรีเซนเตอร์ต่าง ๆ

7. ทำให้เกิดการแก้ไขเว็บไซต์จากรากฐานคือส่วนโครงสร้างของเพจหรือเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับการประเมินของระบบ algorithm ของ search engine ต่าง ๆ เพื่อมุ่งสู่การติดอันดับต้น ๆ ในการสืบค้น

8. การถูกกล่าวถึงจะมีมากขึ้นจากการทำ SEO เช่น เดิมทีสินค้าประเภทหนึ่ง ๆ จะมีเจ้าตลาดอยู่ การที่บริษัทน้องใหม่เร่งปรับปรุงเว็บไซต์ให้ตอบโจทย์ SEO จะทำให้ตีตื้นอันดับในการค้นหาและทำให้เป็นที่จับจ้องหรือเป็นม้ามืดในวงการสินค้านั้น ๆ ได้

9. เกิดลูกค้ากลุ่มใหม่ที่อยู่นอกภูมิภาคมากขึ้น ประเด็นนี้จะเห็นได้ชัดจากร้านค้าที่เป็น offline มาก่อน แล้วมาทำเป็นหน้าร้านออนไลน์ หากทำตามระบบ SEO จะช่วยให้เพิ่มลูกค้าทั้งไทยและต่างประเทศได้มากขึ้น

10. สามารถประเมินผลได้จากการทำ SEO ว่าหลังทำแล้วเพิ่ม traffic ผู้เข้าชมหรือแชร์บทความในเว็บไซต์มากน้อยกี่เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มยอดขายสัมพันธ์กับจำนวนผู้เข้าชมหรือไม่ เพื่อประเมินความคุ้มค่าในการทำ SEO ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ข้อดีของการทำ SEO website

หวังว่า 10 ข้อดีที่กล่าวมา จะช่วยให้ผู้ที่ยังลังเลในการทำ SEO ตัดสินใจได้อย่างรอบทิศทางยิ่งขึ้นและไม่ปล่อยให้โอกาสในการเติบโตธุรกิจผ่านเลยไป