post

On-page SEO สิ่งสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จ

การที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับการค้นหาใน google แบบมั่นคงและยาวนานนั้นต้องทำ SEO การทำ SEO นั้นมีหลายส่วน มาดูส่วนแรก ซึ่งเป็นพื้นฐานในการทำ SEO นั่นคือการทำ On-page SE0

SEO คืออะไร

SEO ( Search Engine Optimization ) คือ การออกแบบเว็บไซต์และเนื้อหาในเว็บไซต์เพื่อให้ติดอันดับการค้นหาใน google ถ้าเว็บไซต์ของเราติดอันดับแล้ว ผู้คนก็จะมีโอกาสเห็นสินค้าของเราเป็นอันดับแรก ๆ ซึ่งทำให้มีโอกาสขายได้มากกว่า

On-page SEO คืออะไร

On-page SEO คือ การปรับแต่งโครงสร้างและเนื้อหาภายในเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งได้แก่

  1. เพิ่มความเร็วให้แก่เว็บไซต์ เว็บไซต์ต้องโหลดเร็ว การเพิ่มความเร็วให้แก่เว็บไซต์นั้นได้แก่
    • ใช้ cache โปรแกรมที่เก็บฐานผู้มูลผู้อ่านและส่งข้อมูลกลับไปยังผู้อ่านโดยไม่ต้องเสียเวลาประเมินฐานข้อมูล
    • ใช้ CDN เป็นกระบวนการที่เว็บไซต์ของเราถูกก็อปปี้และเตรียมไว้ใน server หลากหลายทั่วจุดทั่วโลก ผู้ใช้เว็บไซต์ของเราไม่ว่าจะมาจากมุมไหนของโลกก็สามารถอ่านเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว เพราะว่ามี server ไว้รองรับนั่นเอง
    • บีบอัดทุกอย่างให้เล็กลง ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพหรือวิดีโอ ซึ่งจะทำให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้น
  2. มีเนื้อหาคุณภาพ ในเว็บไซต์จะมีบทความหรือเนื้อหาต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า Content เนื้อหาที่เอื้อต่อการทำ SEO มีดังนี้
    • ไม่ซ้ำกันกับเว็บไซต์อื่น หากคัดลอกบทความจากที่อื่นแล้วมาวางที่เว็บไซต์ google จะติดคำว่า duplicate content หรือเนื้อหาซ้ำกันให้กับเว็บไซต์ของเรา ทำให้เสียคะแนนและตกอันดับ และในเว็บไซต์ก็ไม่ควรมีเนื้อหาที่คล้ายกันเช่นเดียว ถ้ามีห้าบทความคล้าย ๆ กัน ควรทำให้เป็นหนึ่งบทความ
    • วาง keyword ให้กระจายตัวอย่างเป็นธรรมชาติในบทความ ไม่ควรใส่เยอะเกินไป เพราะการใส่ keyword เยอะนอกจากจะทำให้เนื้อหาไม่มีคุณภาพ อ่านไม่รู้เรื่องแล้ว google ยังมองว่าเป็นการ spam หรือโกง
      บทความควรมีอย่างน้อย 500 คำและตอบโจทย์ผู้อ่านได้ โดย google จะมองว่า ผู้อ่านใช้เวลาบนใ
    • เว็บไซต์ของเราสักครู่ก่อนปิดออกไป หรือเข้ามาในเว็บไซต์แล้วปิดหนีทันที ดังนั้นเนื้อหาควรมีความยาวพอประมาณ ดึงดูดความสนใจและตอบโจทย์ผู้อ่าน
  3. ใส่หัวข้อและคำอธิบายให้กับเนื้อหาหรือบทความ
    • ใส่ Title tag หรือหัวข้อให้กับเนื้อหาหรือบทความเพื่อทำให้ Google รู้ว่าเพจนี้คืออะไร มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอะไร ควรใส่ keyword และเขียนให้ดึงดูดความสนใจ เช่น ถ้าเราเขียนเกี่ยวกับ ร้านกาแฟที่มีต้นมะนาวล้อมรอบ ร้านกาแฟ คือ keyword อาจเขียนหัวข้อว่า
      “ ร้านกาแฟ ชามะนาว ใกล้ รพ. บางกอก ปลิดมะนาวสดๆ จากต้น ”
      ในหัวข้อ จะมีคำว่า ร้านกาแฟ
    • ใส่ Meta description หรือคำอธิบายสั้น ๆ บอกรายละเอียดในเนื้อหาหน้านั้น ๆ เพื่อให้คนท่องเว็บรู้ว่าเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร “ ร้านกาแฟ ชามะนาว ใกล้ รพ. บางกอก ปลิดมะนาวสดๆ จากต้น ”ร้านกาแฟตรงข้ามกับ รพ. บางกอก บรรยากาศร่มรื่น ล้อมรอบไปด้วยต้นมะนาว มีดนตรีสด อาหารอร่อยและเครื่องดื่มบริการ
      ที่ขีดเส้นใต้คือ Meta description นั่นเอง

เพื่อให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักมากขึ้น ควรทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ของเรา การทำ SEO ส่วนที่สำคัญคือการทำ On-page SEO ซึ่งได้แก่ การทำให้เว็บไซต์โหลดเร็ว การมีบทความหรือเนื้อหาที่มีคุณภาพและไม่ซ้ำใคร การใส่หัวข้อและคำอธิบายให้กับเนื้อหา

post

Content สำคัญไฉน.. จะสร้างอย่างไรให้มีพลังดึงดูดผู้คนบนโลกออนไลน์

ธุรกิจบนโลกออนไลน์นั้น ใคร ๆ ก็รู้ดีว่ามีความท้าทายและเหนื่อยยากแค่ไหนกว่าที่จะสำเร็จตามเป้าหมายในแต่ละขั้นตอน เพราะโลกออนไลน์คือพื้นที่สาธารณะที่ใครจะมา จะไป หรือจะชักจูงคนรู้จักให้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์หรือเพจร้านค้าสามารถทำได้ตลอดเวลา นั่นหมายความว่าวิธีการที่จะดึงดูดให้คนที่ผ่านไปใครมาหยุด! อยู่ที่เว็บไซต์ของธุรกิจคือจะต้องมี Content ที่ดึงดูดใจหรือให้ประโยชน์ต่อผู้พบเห็นได้ วันนี้จะมาทำความเข้าใจกันว่า Content นั้นสำคัญไฉน จะสร้างอย่างไรให้มีพลังดึงดูดผู้คนบนโลกออนไลน์

Content แปลว่าเนื้อหา หมายถึงรูปแบบในการสื่อสารข้อมูล ประสบการณ์หรือความรู้ หรืออะไรก็ตามที่สามารถสื่อสารไปในช่องทางการสื่อสารที่มีให้ผู้อื่นรู้ว่าผู้ส่งสารต้องการจะสื่อสารอะไรให้กับผู้รับสาร โดยสามารถผลิตออกมาได้ในหลายรูปแบบ ทั้งบทความ คลิปวิดีโอ ภาพกราฟิกหรือแอปพลิเคชันใด ๆ โดยมากแล้ว Content บนโลกออนไลน์ที่คนได้ยินหรือเห็นกันบ่อยคือ Content ทางการตลาดเพราะต้องการจะสื่อสารให้ผู้รับสารได้รับรู้ตัวตนของแบรนด์ธุรกิจบนโลกออนไลน์ที่สามารถแพร่กระจายต่อให้คนอื่น ๆ รู้จักธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นธุรกิจจึงต้องใส่ใจในการผลิต Content ที่มีคุณภาพเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจมากที่สุด ซึ่งจำเป็นจะต้องวางกลยุทธ์ในการผลิต Content อย่างเป็นขั้นตอนดังนี้

  1. รู้จักแบรนด์ของธุรกิจให้มาก อย่างน้อยก็ต้องชัดเจนว่าจุดเด่นของแบรนด์ธุรกิจคืออะไร จะหยิบยกประเด็นไหนขึ้นมาทำเป็น Content เพราะแต่ละแบรนด์ย่อมมีจุดเด่นที่ต่างกันไป เช่น บางแบรนด์เด่นที่มาสคอต บางแบรนด์เด่นที่สินค้าก็ยกเอาจุดเด่นนั้นขึ้นมาสร้างเป็น Content
  2. การสื่อสารที่ดีคือต้องรู้ว่าจะเล่าเรื่องราวให้ใครฟัง หมายถึงแบรนด์ต้องรู้ก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจะสื่อสารข้อมูลนั้นเป็นคนกลุ่มไหน และคนกลุ่มนั้นจะได้รับประโยชน์อะไรจากเรื่องเล่าของแบรนด์ จะได้สามารถผลิต Content ที่พุ่งเข้าเป้าต่อการตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมายได้ทันที
  3. รู้จักใช้ Content Pillar มาช่วยในการผลิต Content คือต้องรู้ว่าจะวางเส้นเรื่องของ Content อย่างไร มีประเด็นไหนบ้างที่มีความเชื่อมโยงของแบรนด์กับสิ่งที่ลูกค้าอยากจะรู้ เทคนิคง่าย ๆ คืออาจลองศึกษา Content ของคู่แข่งว่าประเด็นไหนที่คนมีส่วนร่วมกับแบรนด์เยอะหรือน้อยอย่างไร ก็นำประเด็นนั้นมาจัดวางเส้นเรื่องที่ต้องการสื่อสารอย่างเป็นขั้นตอนซึ่งแบ่งออกเป็น
    • Gags คือคำพูดหรือคำฮิตติดหูที่สร้างช่วงเวลาดี ๆ ให้กับกลุ่มลูกค้า
    • Trend / Occasion คือการสร้างโอกาสพิเศษให้กลุ่มเป้าหมายได้เกิดความรู้สึกมีส่วนร่วม ซึ่งอาจเป็นเรื่องราวที่มีกระแสในช่วงเวลานั้นก็ได้
    • Good Moment คือการสร้างช่วงเวลาที่สนุกสนานให้กลุ่มเป้าหมายด้วย Game หรือ Quiz ต่าง ๆ
    • Brand คือการสร้างเนื้อหาของแบรนด์ที่จะสื่อสารให้เป็นภาษาเดียวกับกลุ่มเป้าหมายและสื่อสารในมุมมองของพวกเขา
    • Campaign สื่อสารถึงข้อมูลเกี่ยวกับ Campaign หรือกิจกรรมของแบรนด์

เวลานี้ทุกคนต่างรู้ว่า Content คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ดังนั้นเพื่อให้แบรนด์มีตัวตนอย่างยั่งยืนบนโลกออนไลน์ก็จำเป็นต้องสร้าง Content ให้มีพลังและทรงอิทธิพลต่อกลุ่มเป้าหมาย แบรนด์จึงจะได้ชื่อว่าอยู่ในจิตใจของผู้คนบนโลกออนไลน์ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

post

ผู้ให้บริการทำอันดับเว็บไซต์ ยุค 2022 ต้องรู้ก่อน

ปัจจุบันผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจ ทำหรือกำลังจะทำเว็บไซต์ของตนเอง จำเป็นต้องทำความเข้าใจว่าการทำ SEO คืออะไร และทำประโยชน์ให้ธุรกิจที่มีเว็บไซต์อย่างไรบ้าง สิ่งนี้มีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากธุรกิจยุคนี้พึ่งพาการตลาดทางออนไลน์และยอดขายจากลูกค้าที่เข้ามาช้อปปิ้งผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วบริการรับทำ SEO คืออะไร เรามาหาคำตอบกันได้เลย

Search Engine Optimization หมายถึงการทำเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพ มีเนื้อหาที่มีคุณภาพ และเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ที่ดี ทำให้มีความน่าเชื่อถือ เพื่อรับรองการติดอันดับในหน้าแรก ๆ ของผลการค้นหาเว็บไซต์บน Google ทำให้มีคนเห็นเว็บไซต์มากขึ้น มีโอกาสนำเสนอผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการก่อนคู่แข่ง เพิ่มโอกาสการปิดการขายมากขึ้น มีโอกาสสร้างรายได้ทำกำไรมากขึ้นด้วย แต่การทำ SEO เห็นผลลัพธ์ค่อนข้างช้า ส่วนใหญ่ใช้เวลานานตั้งแต่ 4-6 เดือนขึ้นไป ยิ่งถ้าเป็นมือใหม่ทำไม่ถูกวิธีด้วยแล้ว ก็ยิ่งเห็นผลลัพธ์ช้ามาก นักธุรกิจที่เล็งเห็นประโยชน์ข้อนี้จึงสนใจจ้างบริการรับทำ SEO ซึ่งจำเป็นต้องรู้ว่ามีอะไรบ้าง

บริษัทรับทำ SEO ส่วนใหญ่จะการันตีจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ว่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นภายใน 3-4 เดือน แน่นอนว่าจุดนี้มีประโยชน์ แม้ว่าอันดับการแสดงผลการค้นใน Google ไม่ได้เลื่อนอันดับขึ้นรวดเร็วแต่ช่วยให้มีคนเห็นเว็บไซต์ธุรกิจมากขึ้น มีโอกาสเสนอขายได้มากขึ้น สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซต์ได้รับการเลื่อนอันดับจะใช้เวลาค่อนข้างนานเพื่อให้ระบบค้นหารู้จักเว็บไซต์ ประเมินคุณภาพและความน่าเชื่อถือ จึงจะถูกเลือกแสดงผลบนหน้าแรกของ Google ในท้ายที่สุด

รายละเอียดของบริการรับทำ SEO ในเบื้องต้นมีดังนี้

  • วิเคราะห์ว่าลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจนั้นค้นหาอะไร เลือกใช้คีย์เวิร์ดที่ได้รับความนิยมและเหมาะกับธุรกิจนั้นมากที่สุด โดยนำคีย์เวิร์ดที่ได้ไปใส่ไว้ในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ ทั้งหน้าเพจ บทความ ตั้งชื่อรูป และอื่น ๆ พร้อมทั้งวางกลยุทธ์การตลาดให้คนค้นหามองเห็นธุรกิจนั้นมากขึ้น
  • ปรับปรุงแก้ไขบทความพร้อมกับอัปเดตข้อมูลให้ทันสมัย เล่นคีย์ใหญ่ผลบอล หรือจัดคำรอง บอลเด็ด บอลเต็ง ทีเด็ดบอลเต็ง แทรกคีย์เวิร์ดในการทำ SEO เพื่อให้ Google เข้าใจเว็บไซต์และประเมินความน่าเชื่อถือระดับสูงมากขึ้น
  • ตรวจสอบว่าระบบค้นหาของ Google มีหลักการประเมินอย่างไร ควรทำคียเพื่อปรับกลยุทธ์การทำ SEO ที่เหมาะสม โดยดูแลแนวทางในการทำ SEO อย่างครอบคลุมทั้ง Off-page SEO และ On-page SEO ปรับปรุงเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เพื่อให้ได้รับการประเมินผลและจัดอันดับที่ดีที่สุด นอกจากนี้ยังประเมินกลุ่มคนที่เข้าถึงเว็บไซต์ธุรกิจ จำนวนการเข้าใช้งานและจำนวนการคลิกออกด้วย
  • วิธีการสร้าง Backlink กับเว็บไซต์ที่มีคุณภาพและได้รับการประเมินว่าน่าเชื่อถือ รวมถึงวิธีทำให้เว็บไซต์อื่นใส่ลิงก์ที่คลิกกลับเข้ามาหาเว็บไซต์ของเรา พร้อมกับติด Tracking ต่าง ๆ สำหรับการตรวจสอบวัดผล SEO และทำให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพ
  • รายงานผลความคืบหน้าของการทำ SEO รายเดือนและรายไตรมาส สรุปผลให้ลูกค้าเห็นการเลื่อนอันดับของเว็บไซต์และจำนวนผู้เข้าใช้งานมากขึ้น ผลลัพธ์เป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่

ก่อนตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการรายใด ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือจากผลงานที่ผ่านมา ดูว่าการทำ SEO นั้นสร้างการรับรู้แบรนด์รวมไปถึงประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแค่ไหน พิจารณาจากจำนวนลูกค้าเป้าหมายที่เข้ามาใช้งานมากขึ้น มียอดขายเพิ่มขึ้นทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งหากทำ SEO อย่างถูกต้องและได้ปริมาณผู้ชมเพิ่มมากขึ้นตามที่คาดหวัง จะเกิดประโยชน์กับธุรกิจเพิ่มมากขึ้น ทั้งยอดขายและการรับรู้แบรนด์

post

ทำ SEO แล้วได้อะไร มือใหม่ต้องรู้

เมื่อจะเข้าสู่วงการขายสินค้าออนไลน์ คุณควรต้องเรียนรู้เรื่อง SEO หรือ search engine optimization เพื่อให้การทำธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่เราจะแนะนำดังนี้

1. ลดเวลาในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า

การเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายโดยเร็วเป็นสิ่งสำคัญ หากคุณเป็นมือใหม่ในวงการออนไลน์ เมื่อเปิดเว็บไซต์ขึ้นมาแรก ๆ ก็ไม่มีใครรู้จัก หากไม่ทำตามหลักการ SEO ที่ Google แนะนำ คุณก็จะไม่สามารถสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ได้ในเวลาอันสั้น เพราะแทบจะไม่มีโอกาสเลยที่คนจะพิมพ์แล้วตรงกับสิ่งที่คุณใส่ในบทความของเว็บไซต์ตัวเอง ดังนั้นการทำ SEO จะทำให้เว็บไซต์คุณมีคนเข้ามาชมได้เร็วขึ้นในเวลาไม่กี่เดือน

2. ขายของได้มาก

เชื่อว่าคนที่ทำเว็บไซต์ทุกคนต้องการที่จะมีรายได้จากการทำเว็บไซต์ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เช่น ถ้าเป็นหน้าร้านขายสินค้าต่าง ๆ ก็ต้องการออเดอร์สินค้าทุกวัน ถ้าขายคอร์สสอนออนไลน์ ก็ต้องการให้คนรู้จักเข้ามาอ่านข้อมูลแล้วตัดสินใจสมัครเรียนไว ๆ ถ้าไม่มีลูกค้าเข้ามาในเว็บไซต์คุณเลยโอกาสในการขายสินค้าและบริการก็จะเท่ากับหายไปด้วย คุณจึงควรศึกษาการทำ SEO ตั้งแต่ต้นที่ทำเว็บไซต์ ทั้งจากคลิปวิดีโอสอนทำจากกูรูต่าง ๆ เพื่อจัดรูปแบบเว็บไซต์ทั้ง On-page และ Off -page SEO ให้เหมาะสม หรือจะจ้างบริษัทมืออาชีพในการทำ SEO ให้เว็บไซต์คุณก็ได้เช่นกัน

3. เข้าถึงลูกค้าต่างประเทศง่ายขึ้น

ถ้าคุณทำเว็บไซต์เป็นภาษาต่างประเทศเพื่อขายสินค้าให้ชาวต่างชาติ ก็มีโอกาสที่จะขายของได้มูลค่ามหาศาลตามไปด้วย ในอดีตหากคุณจะขายของให้คนต่างชาติก็ต้องนั่งเครื่องบินไปโปรโมต เสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากมาย แต่หากทำเว็บไซต์ตามหลัก SEO คุณก็ไม่ต้องเสียเงินในส่วนนี้เลย และยังมีโอกาสขายได้ตลอดเวลาเพราะเป็นการขายทางอินเทอร์เน็ตด้วย เรียกได้ว่าเข้าถึงลูกค้าได้ในทุกมุมโลกเพียงแค่มีระบบอินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงกัน

4. ได้รับความเชื่อถือ

ความเชื่อถือของคุณมาจากการที่ใครก็ตามค้นหาในเว็บไซต์ Google ซึ่งเป็นแหล่งค้นหาข้อมูลอันดับหนึ่งของโลกแล้วเจอเว็บไซต์คุณทันที จะดีแค่ไหนถ้าเว็บไซต์ของคุณถูกพิมพ์หาด้วย keyword SEO แล้วอยู่ในอันดับที่ 1 หรือ 2 ตลอดเวลา เพราะนั่นแปลว่าคุณมีโอกาสได้รับความเชื่อถือจากลูกค้าในการสั่งสินค้าและบริการมากกว่าคนอื่น ๆ 

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้ประโยชน์แก่เว็บไซต์อย่างมากมาย คนที่เป็นมือใหม่ในวงการขายของออนไลน์จึงควรเริ่มต้นศึกษาไว้เสียแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเรียนเพื่อทำเองหรือเพื่อให้เข้าใจระบบงานสำหรับการจ้างทำ SEO ก็ได้เช่นกัน แล้วคุณจะได้ผลกำไรที่ตอบกลับมาสู่ธุรกิจของคุณมากกว่าที่ลงทุนไปอย่างแน่นอน

post

SEO ทำแล้วได้อะไร 2022

SEO เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่กูรูจำนวนมากแนะนำให้ผู้ที่สนใจธุรกิจออนไลน์ศึกษาอย่างเป็นระบบเพื่อให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว เรามาดูกันว่าหากทำ SEO ให้เว็บไซต์หลักจะได้อะไรบ้าง

1. ประหยัดค่าจ้างทำ SEO 

การทำ SEO เป็นเรื่องที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เพียงอาศัยความขยันในการศึกษา keyword ด้วยเครื่องมือต่าง ๆ เขียน Content ที่มีคุณภาพ วิเคราะห์ให้ตรงตามหลัก SEO ทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอเช่นนี้ ก็จะทำให้อันดับของเว็บไซต์ดีขึ้นได้ทุกวันโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจ้างใคร

2. ไม่ต้องเสียค่าโฆษณา

การโฆษณาต้องมีค่าใช้จ่ายให้แก่ Google โดยจะถูกตัดค่าใช้จ่ายแบบนับจำนวนการคลิก หรือที่เรียกว่า pay per click ซึ่งเงินค่าโฆษณาหมดงบประมาณที่ตั้งไว้เมื่อใดจากจำนวนการคลิกสะสมจนถึงระดับเพดาน ก็จะหยุดการโฆษณาเมื่อนั้น แต่การทำ SEO ไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ทุกเว็บไซต์ออนไลน์สามารถทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ตัวเองแล้วแข่งขันกันด้านคุณภาพเพื่อให้ได้อยู่ในอันดับต้น ๆ ได้ตลอดทั้งปี 

3. แข่งขันอย่างยุติธรรม

นักธุรกิจที่มีทุนน้อยอาจกังวลว่าจะสู้ยักษ์ใหญ่ในตลาดออนไลน์ได้อย่างไร ที่จริงแล้วไม่ต้องกังวลในส่วนนี้เลย เพราะการวิเคราะห์คุณภาพของเว็บไซต์ SEO นั้นเป็นไปโดยระบบ algorithm ของ Google ที่จะมาแวะเวียนเก็บข้อมูลในเว็บไซต์ต่าง ๆ เป็นระยะ หมดปัญหาอคติในการจัดอันดับเว็บไซต์ได้ ที่สำคัญ คือ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะอยู่ในอันดับด้านบนได้หากทำ SEO สายขาวตามหลักการของ Google ได้อย่างถูกวิธี

4. ทำให้ได้ลูกค้าประจำ

ไม่ว่าจะขายสินค้าหรือบริการชนิดใด หากมีลูกค้าประจำแล้วย่อมหมายถึงการมีโอกาสขายต่อเนื่องและถูกบอกต่อได้มากยิ่งขึ้น การทำ SEO ได้แก่ การจัดหมวดหมู่ของเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย เช่น ถ้าขายสินค้าหลายประเภทก็ต้องแยกเป็นหมวดเสื้อ กางเกง กระโปรง รองเท้า กระเป๋า พร้อมให้สาระความรู้เกี่ยวกับการเลือกสินค้าที่ดีมีคุณภาพ อันแสดงถึงความจริงใจและความรู้ของผู้ผลิตเนื้อหา ทำเช่นนี้ย่อมมีโอกาสขายสินค้าแก่ลูกค้าประจำและขยายฐานการตลาดให้กว้างขึ้นได้

5. เข้าถึงลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติตลอดเวลา

การทำ SEO นั้นให้ประโยชน์ในการเข้าถึงลูกค้าทั่วโลก ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ มีโอกาสที่จะมีผู้คลิกเข้ามาชมข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากศึกษาคีย์เวิร์ด SEO ที่เหมาะสม ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ก็ย่อมมีโอกาสเข้าถึงลูกค้าอย่างไม่จำกัด

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO นั้นให้ประโยชน์ทั้งด้านการพัฒนาเว็บไซต์จากระดับรากฐานให้แน่น สอดคล้องตามหลักการของ Google และยังสามารถขยายฐานลูกค้าให้กว้างยิ่งขึ้นได้ อันทำให้ธุรกิจมีความมั่นคงยิ่งขึ้น นักธุรกิจออนไลน์จึงควรเรียนรู้หลักการ SEO เพื่อการอยู่รอดของธุรกิจในทศวรรษหน้า

post

งงไหมจะใช้ SEO หรือ SEM?

เชื่อว่าผู้ประกอบการหลายท่านที่เป็นมือใหม่ในวงการตลาดออนไลน์ อาจมีความสงสัยว่า SEO กับ SEM คืออะไร แบบไหนจะดีกว่ากัน แล้วผู้ประกอบธุรกิจจะเลือกใช้อะไรดี จึงจะสามารถเพิ่มยอดขายให้ได้มากขึ้น วันนี้เรามาเรียนรู้ไปด้วยกันในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ 

1. ความหมาย

SEO (search engine optimization) หมายถึงการทำการตลาดออนไลน์ผ่านระบบปฏิบัติการค้นหาเพื่อให้ถูกจัดอันดับให้อยู่บนหน้าแรก (ในที่นี้หมายถึง google) โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินค่าโฆษณาให้ google ส่วน SEM (search engine marketing) ถือว่าเป็นวิธีการทำให้คนรู้จักเว็บไซต์เหมือนกันกับ SEO แต่แตกต่างกันตรงที่ต้องจ่ายค่าโฆษณา ส่วนสิ่งที่เหมือนกันของการนำ SEO และ SEM มาใช้ในการทำการตลาดคือทั้งสองอย่างจำเป็นต้องมี keyword (คำที่ใช้ค้นหา)

2. การวางแผน-เตรียมการ 

การทำ SEO จะมีความยุ่งยากมากกว่า SEM เพราะจะต้องมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ เรียกได้ว่าต้องเตรียมการตั้งแต่ก่อนลงมือทำเว็บไซต์เลยทีเดียว เพราะการทำ SEO ต้องมีการเขียนบทความโดยใช้ keyword ที่มีเนื้อหาเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันซึ่งอาจต้องใช้หลายบทความและแต่ละบทความต้องสามารถลิงก์หากันได้อย่างลงตัว

หากท่านจินตนาการไม่ออกก็ลองคิดถึงภาพยนตร์จักรวาลทั้งหลายนั่นแหละ ที่โด่งดังที่สุดก็เห็นจะเป็นหนังจักรวาลของมาเวล  ไม่ทราบว่าเคยดูกันบ้างหรือเปล่า ทั้งเรื่องแย่งกันดีดนิ้วเพื่อลดจำนวนประชากร ส่วนการทำ SEM ไม่จำเป็นต้องใช้บทความมากมาย บางเว็บไซต์ใช้แค่บทความเดียว ขอแค่เป็นบทความที่ใช้ keyword ที่สื่อถึงสินค้าหรือบริการก็พอ 

ส่วนการซื้อโฆษณาบน google หรือ SEM จะใช้ระบบที่เรียกว่า pay per click คือการซื้อโฆษณาในรูปแบบที่มีการเรียกเก็บเงินตามจำนวนคลิก คนใช้งานคลิกมากก็จ่ายมาก ผ่านรูปแบบการประมูล keyword คำไหนที่มีคนใช้เยอะก็ต้องจ่ายแพง  เพื่อดันโฆษณาเว็บไซต์ให้ไปปรากฏบนหน้าแรกของ google

3. ระยะเห็นผล

SEO ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานเพราะเป็นการทำการตลาดที่เรียกว่า organic ซึ่งเป็นศัพท์ทางการตลาดหมายถึงไม่ซื้อโฆษณานั่นเอง การทำ SEO ให้ได้ผลอาจต้องใช้เวลา 6 เดือนหรือมากกว่านั้น ส่วน SEM ใช้เวลาสั้นกว่ามาก หากต้องการความรวดเร็วคงต้องหันไปใช้ บริการ SEM 

4. ความยั่งยืน

SEO ทำครั้งเดียวจบสามารถอยู่บนหน้าหนึ่งของ google ได้ตลอดไปตราบเท่าที่ยังไม่มีคู่แข่ง ส่วนการทำ SEM เสียเปรียบตรงที่หากผู้ประกอบการรายใดต้องการอยู่บนหน้าหนึ่งต่อไปต้องจ่ายค่าโฆษณาเพิ่มหยุดจ่ายเมื่อไหร่ถูก google ดีดนิ้วหายไปจากหน้าหนึ่งทันที

หากจะให้ตัดสินว่า ระหว่าง SEO กับ SEM อันไหนดีกว่ากันคงตอบยาก เพราะสุดแล้วแต่ว่าผู้ประกอบการแต่ละรายจะวางกลยุทธ์ในการขายอย่างไร  ถ้าต้องการเห็นผลไวก็ต้องเลือก SEM แต่ถ้าต้องการประหยัดเน้นหวังผลระยะยาวก็ต้องเลือก SEO หรืออาจจะทำไปพร้อม ๆ กันก็ได้

post

5 เรื่องพื้นฐานควรรู้เกี่ยวกับ SEO

ทุกวันนี้ถ้าเราอยากจะรู้อะไรก็หาคำตอบได้ง่าย ๆ ด้วยการ Search พิมพ์ Keyword ที่เราต้องการค้นหา แค่นี้คำตอบก็ขึ้นมามากมาย ซึ่งเว็บไซต์ที่เราจะเลือกคลิกเข้าไปคืออันดับต้น ๆ ที่ปรากฏขึ้นมา นั่นแสดงว่ามีการทำ SEO มาดี แล้ว SEO คืออะไร เรามาหาคำตอบกัน

SEO (Search Engine Optimization) คือ การปรับปรุงเว็บไซต์ในด้านต่าง ๆ ให้ Search Engine ชอบ เพื่อที่จะได้ขึ้นไปอยู่ด้านบนสุดหรือระดับสายตาของการค้นหาอย่างใน Google, Bing, Yahoo ด้วยวิธีธรรมชาติของระบบโดยไม่ต้องเสียเงินโฆษณาหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ทำให้เพิ่มโอกาสให้คนเห็นและคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์เราได้เยอะขึ้น เพิ่มโอกาสการขายได้เพิ่มมากขึ้น

การจะทำ SEO นั้นก็มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งเราสามารถทำได้ไม่ยากเกินไป แต่ต้องอาศัยการปรับปรุง พัฒนาสม่ำเสมอ และความพยายาม โดยมีหลักการพื้นฐาน 5 ข้อ ดังนี้

1.Keyword
Keyword ต้องตรงกับเนื้อหาของธุรกิจหรือเว็บไซต์ ไม่ใช่ว่ามีแต่ Keyword แต่ข้างในไม่เกี่ยวข้องกัน เราต้องคิดว่าเนื้อหานี้คนที่เข้ามาจะค้นหาด้วยคำว่าอะไรได้บ้าง เปรียบเสมือนเครื่องมือทางการตลาดอย่างหนึ่งที่เข้าถึงได้ง่าย รวดเร็ว แค่ต้องหยิบมาให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าเพื่อที่จะเป็นคลิกที่มีคุณภาพ

2.ปรับปรุงเว็บไซต์สม่ำเสมอ
ควรอัปเดทเนื้อหาให้ Search Engine ได้รับข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ทันสมัยตลอดเวลาและในเว็บไซต์หรือเนื้อหาควรมีภาพประกอบเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ น่าติดตาม นอกจากนี้จะเพิ่มในส่วนของวิดีโอเข้าไปด้วยก็ยิ่งดี เพราะไม่ว่าจะภาพประกอบหรือวิดีโอก็สามารถขึ้นไปปรากฏเป็นผลลัพธ์การค้นหาของ Search Engine ได้อีกด้วย

3.ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์
ต้องดูน่าเชื่อถือตั้งแต่รูปแบบ โครงสร้าง สีสัน เนื้อหา ภาพประกอบ วิดีโอ ทุกอย่างต้องมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างมีคุณภาพ มีโอกาสมากที่คนจะนำ Link ของเว็บไซต์เราไปอ้างอิงถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งของการทำ SEO

4.ความเร็วของเนื้อหาที่ปรากฏ
ความเร็วของเว็บไซต์หรือที่เรียกว่า Page Speed ถ้าคลิกแล้วหน้าเว็ปแสดงผลให้เห็นเร็วมากเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะคนจะอยู่ได้นานเพื่ออ่าน ซึ่งมีผลกับ SEO อย่างมาก ถ้าคนคลิกเข้ามาแล้วโหลดหน้าเว็บนานจะออกจากเว็บไซต์เราทันทีและไปเลือกชมเว็บไซต์อื่นแทน

5.อ่านง่ายบนมือถือ
ปัจจุบันคนเราจับมือถือมากกว่าอยู่กับคอมพิวเตอร์กันแล้ว เราควรคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย เพราะยุคนี้สมัยนี้อะไรก็ต้องง่าย ๆ แค่ปลายนิ้ว การจัดรูปแบบ องค์ประกอบของหน้าเว็บไซต์ก็ควรดึงดูดความสนใจได้ตั้งแต่แรกเห็น มองได้อย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยและหลักการอื่น ๆ อีกมากมายในการทำ SEO ที่ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ทุกเว็บไซต์ที่ทำจะได้ขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ หรืออยู่บนสุดในการค้นหา เนื่องจาก Search Engine ใช้ อัลกอริทึม (Algorithm) ในการจัดอันดับและให้คะแนนตามที่ได้กำหนดขึ้นมาในระบบ สิ่งสำคัญที่เราจะทำได้เอง ควบคุมได้เองไม่ต้องลุ้นกับระบบก็คือ การพัฒนา ปรับปรุงคุณภาพของเว็บไซต์เราอยู่ตลอดเวลาด้วยความใส่ใจที่เรามีต่อลูกค้า

post

5 สิ่งที่ควรทำ เมื่อต้องการสร้างเพจ facebook ให้ได้เงิน และผลทาง SEO

Facebook ถูกจัดอันดับให้เป็น Social media อันดับ 1 ของโลก (ข้อมูลอัปเดต ณ เดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2564) เนื่องจากมีผู้ใช้งานจำนวนมากถึง 1.8 ล้านกว่าคน ทำให้ Facebook fanpage จึงเป็นช่องทางที่สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี เช่น ใช้เป็นพื้นที่แสดง Portfolio เพื่อให้ลูกค้าได้เข้ามาดูผลงานที่เคยผ่านมา ช่วยในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเจ้าของเพจ, โดยสิ่งที่ควรทำเมื่อต้องการสร้างเพจ Facebook เพื่อสร้างรายได้ และผลดีทาง SEO มีดังนี้

1.ตั้งเป้าหมายในการทำเพจให้ชัดเจน การสร้าง Facebook fanpage สามารถสร้างรายได้จากหลายช่องทาง เช่น การขายสินค้าหรือบริการ, การขายโฆษณา, การเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้กับผู้อื่น หรือการขายเพจที่มีจำนวนผู้ติดตามมากกว่า 1,000 คน ขึ้นไป เป็นต้น เพราะการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนนั้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้จากเพจได้มากกว่า

2.กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าสู่เพจ การกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นปัจจัยที่ช่วยกำหนดทิศทางการทำเพจให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น เพจ “คิ้วต่ำ” เป็นเพจคำคม ที่ตั้งเป้าหมายในการสร้างคอนเทนต์เพื่อให้กำลังใจ โดยใช้ภาพการ์ตูนที่ดูสบายตา โทนสีอ่อนละมุนตาและนำสถานการณ์ปัจจุบันมาประยุกต์ให้เกิดคอนเทนต์ที่ทันสมัยถูกใจกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ช่วงอายุ 20 – 40 ปี เป็นต้น ซึ่งการมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ก็ส่งผลดีต่อ SEO โดยตรง เพราะกลุ่มเป้าหมายเมื่อเข้ามาเพจแล้ว จะมีส่วนร่วมมากกว่ากลุ่มคนทั่วไปที่เพียงผ่านมาพบเห็น

3.กำหนดคาแรคเตอร์ของตัวเอง การกำหนดแนวทางของตัวเองให้มีความชัดเจน เช่น เพจคิ้วต่ำ เลือกใช้ภาษาวัยรุ่น ตัวการ์ตูนที่มีลายเส้นเรียบง่ายและสีสันสบายตา เป็นต้น ไม่เพียงแต่ทำให้เพจดูสวยงามเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เกิดภาพจำที่ช่วยให้เพจเป็นที่จดจำได้ดีกว่าด้วย

4.ศึกษาเพจประเภทเดียวกันที่มีผู้ติดตามเยอะ การหมั่นเข้าไปศึกษาเพจประเภทเดียวกันที่มีจำนวนผู้ติดตามเยอะจะช่วยในเรื่องการอัปเดตข้อมูลที่กลุ่มเป้าหมายกำลังให้ความสนใจเพื่อนำข้อมูลมาปรับใช้กับเพจและสร้างคอนเทนต์ที่มีความสดใหม่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่ติดตามเพจ ซึ่งการสร้างคอนเทนต์ที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายจะช่วยให้เกิดการตอบโต้ เช่น การกดไลก์ แชร์ หรือคอมเมนต์มากยิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อ SEO โดยตรง

5.หมั่นลงคอนเทนต์อยู่เสมอ การหมั่นอัปเดตคอนเทนต์ลงเพจอยู่เสมอจะช่วยให้เกิดการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กดติดตามเพจได้เห็นคอนเทนต์ใหม่ ๆ ของเพจเป็นประจำ และได้คะแนน SEO ที่ดีด้วย เพราะบอทของ search engine จะประเมินว่ามีความเคลื่อนไหวและเนื้อหาใหม่ ๆ อยู่เสมอ

การสร้างรายได้จาก Facebook fanpage สามารถสร้างรายได้ต่อเดือนได้ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักแสนบาทได้ แต่ผู้ทำเพจจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน หมั่นอัปเดตคอนเทนต์ที่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันและโพสต์คอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการเข้าถึงและการติดตามเพจจากกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้

post

3 วิธีจัดการคอนเทนต์บทความแบบ SEO ให้ถูกใจ Google ยุค 2021

การทำคอนเทนต์ให้เป็นบทความแบบ SEO ที่จะสามารถนำพาเว็บไซต์หรือ Social ของคุณไปสู่อันดับต้น ๆ ของ Google ได้นั้นไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เพียงแต่คุณต้องเข้าใจหลักการทำให้ถูกใจ Google ในยุค 2021 ที่มีการปรับเปลี่ยนการให้คะแนนเว็บไซต์ต่าง ๆ และคอนเทนต์จำนวนมากที่อยู่บนโลกออนไลน์ เพื่อที่จะสามารถดันคอนเทนต์นั้น ๆ ให้ตรงความต้องการของผู้ที่ค้นหามากที่สุด ซึ่งคุณสามารถใช้ 3 วิธีจัดการบทความในสไตล์ SEO ให้เข้าถึง Google ได้มากขึ้น ดังนี้

1.ทำให้มีคุณภาพ
เรื่องของคุณภาพถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก ไม่ว่าคุณจะทำเว็บไซต์หรือโซเชียลในด้านใดก็ตาม ถ้าคุณมีความรู้เฉพาะด้านที่ไม่ว่าจะเป็นแบบลงลึกหรือการอธิบายที่สามารถเข้าใจได้ง่าย ผู้ที่ติดตามย่อมรู้สึกอยากอ่านเนื้อหาของคุณมากขึ้นแน่นอน ดังนั้นการเลือกผู้เขียนที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน หรือเป็นผู้เขียนที่มีความสามารถด้านการวางคีย์เวิร์ดและการเลือกใช้คีย์ที่เหมาะสมต่อเนื้อหาที่เขียน การใช้รูปภาพประกอบและสื่อต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงต่อบทความที่เขียนอยู่ได้ พร้อมการวางโครงสร้างตามแบบ SEO ได้แนบเนียน มีปริมาณเนื้อหาที่เหมาะสม เพียงเท่านี้บทความของคุณก็จะกลายเป็นกระแสที่ทำให้คนเข้ามาอ่านอย่างต่อเนื่อง พร้อมแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีคนคลิกเข้าชมสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ และกลายมาเป็น Volume สูงบน Traffic ของเว็บไซต์ ที่จะผลักดันให้เว็บหรือเพจบน Facebook ของคุณขึ้นไปอยู่อันดับต้น ๆ ของ Google ได้ง่ายมากกว่าเดิม

2.ความยาวต้องเหมาะสม
การเขียนบทความแบบ SEO ในยุคนี้ จะมาในสไตล์ Long Form ที่สามารถอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับเนื้อหาที่คุณต้องการบอกต่อผู้อ่านได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งทาง Google ได้มีการวิเคราะห์แล้วว่าบทความจำนวน 2,000 คำขึ้นไปและสูงสุดที่ 3,000 คำ กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ยิ่งถ้าบทความนั้น ๆ มีการวางหัวข้อไว้อย่างเหมาะสม จัดเรียงเนื้อหาได้น่าอ่าน มีการจัดวางส่วนต่าง ๆ เพื่อให้อธิบายได้ชัดเจนมากขึ้น จะยิ่งถูกใจผู้อ่านและถูกใจ Google จนขึ้นไปเป็นอันดับ 1 ของหน้าแรก Google ได้ง่ายกว่าที่คาดคิด

3.มีความเป็น Original
บทความที่เป็น Original หรือเป็นต้นฉบับ เป็นการเขียนงานที่มีความสดใหม่ ถือเป็นงานที่เว็บไซต์หรือแฟนเพจยุคนี้ต้องการมากที่สุด เพราะการเขียนบทความที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบสดใหม่ จะยิ่งช่วยส่งเสริมให้ Google มองเห็นความสำคัญของเนื้อหานั้น ๆ แล้วผลักดันให้สู่หน้าแรกได้เร็วมากยิ่งขึ้น

การเลือกหานักเขียนที่มีชื่อเสียงหรือมีฝีมือด้านการทำงานบทความ จะมีความสำคัญอย่างมากต่อการทำ SEOคอนเทนต์ในรูปแบบของบทความของปี 2021 เพราะผู้ที่ Search หา Keyword ไม่ได้มองหาเพียงแค่คีย์ที่สนใจเท่านั้น แต่ยังมีการนำชื่อนักเขียนหรือผลงานของนักเขียนไป Search หาเพิ่มเติม ดังนั้นจึงกลายมาเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะทำให้คอนเทนต์บทความภายในเว็บของคุณอาจจะได้อานิสงส์คือ​ มียอดค้นหาและการคลิกเข้ามาอ่านเพิ่มมากขึ้น

post

รู้จัก “คีย์เวิร์ด” SEO 7 ประเภท ช่วยเพิ่มปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์

สำหรับคนที่เป็นนักทำคอนเทนต์หรือเขียนบทความออนไลน์น่ารู้จักเทคนิคการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization กันไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะความสำคัญของการใช้ “คีย์เวิร์ด” (Keyword) ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ได้รับการจัดอันดับดี ๆ บนหน้าการค้นหาของ Search Engine ต่าง ๆ

สำหรับวันนี้ เราก็จะไปทำความรู้จัก คีย์เวิร์ด” SEO 7 ประเภท ที่จะช่วยเพิ่มปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์

  1. คำนามสั้น (Short-tail Keyword)
    การใช้คำนามสั้น (Short-tail Keyword) เป็นคำที่ไม่มีความเฉพาะเจาะจง ส่วนใหญ่มักเป็นคำที่มีความหมายกว้าง ๆ ระบุชื่อสิ่งของ ชื่อคน หรือชื่อสถานที่ ซึ่งคำประเภทนี้มักมีจำนวนผู้คนหามากที่สุด ทำให้เป็นคำที่มีคู่แข่งเยอะตามไปด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่าง รองเท้า, กระเป๋า, รถจักรยาน ฯลฯ
  2. คำนามยาว (Long-tail Keywords)
    การใช้คำนามยาว (Long-tail Keywords) เป็นคำที่ช่วยเพิ่มความเฉพาะเจาะจงให้มากขึ้น ช่วยจำกัดขอบเขตการค้นหาให้แคบลงด้วยการบอกลักษณะหรือจุดเด่นต่าง ๆ ต่อท้าย เช่น รองเท้าผ้าใบสำหรับวิ่ง, รองเท้านักเรียน, กางเกงขาสั้นผู้หญิง เป็นต้น
  3. คำกลาง ๆ ที่เนื้อหาตายตัว (Long-term evergreen keyword)
    คำกลาง ๆ ที่เนื้อหาตายตัว (Long-term evergreen keyword) เป็นคำลักษณะกลาง ๆ ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็จะมีคนค้นหาใน Search Engine ด้วยคำเหล่านี้เสมอ ข้อมูลของเนื้อหาที่เกี่ยวกับคำประเภทนี้ค่อนข้างจะตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ยกตัวอย่าง แบบฝึกหัดคณิตศาสตร์, ประโยชน์ของวิตามินซี, ประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ เป็นต้น
  4. คำนามสั้น ๆ ที่เป็นกระแส (Short-term fresh keyword)
    คำนามสั้น ๆ ที่เป็นกระแส (Short-term fresh keyword) หมายถึงคำสั้น ๆ ที่กำลังเป็นกระแสในสังคมขณะนั้น อาจจะเป็นคำที่เป็นไวรัลในสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น ส้มหยุด, เที่ยวทิพย์, พระมหาเทวีเจ้า ฯลฯ หรือเป็นคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับคน, ข่าวการเมือง หรืออาชญากรรมที่เกิดขึ้นในขณะนั้นก็ได้เช่นเดียวกัน โดยสามารถสังเกตจากสื่อโซเชียลว่าคำไหนที่ติดเทรนด์ในช่วงนั้น
  5. คำระบุลักษณะเด่นของลูกค้า (Customer defining keyword)
    คำลักษณะเด่นของลูกค้า (Customer defining keyword) เป็นการนำลักษณะเด่นของลูกค้ามาใช้ร่วมกับคำประเภท Short-tail Keyword ทำให้เกิดคีย์เวิร์ดที่มีความเฉพาะเจาะจง เช่น กางเกงผู้หญิงอวบ, รองพื้นผิวแทน, ทรงผม สาวผมหยักศก เป็นต้น
  6. คำลักษณะเด่นของสินค้า/บริการ (Product defining keyword)
    ลักษณะเด่นของสินค้า/บริการ (Product defining keyword) เป็นคำที่นำลักษณะเด่นของสินค้าหรือบริการมาใช้ในการทำ SEO เช่น ยี่ห้อ, รุ่น, ลักษณะ ฯลฯ ยกตัวอย่าง โฮสเทลกรุงเทพ ราคาถูก, กองทุน ABC ผลตอบแทนสูง, รองเท้าผ้าใบ (ชื่อแบรนด์) ใส่สบาย เป็นต้น โดยลักษณะของคำประเภทนี้ที่ดีควรเป็นคำที่มีการค้นหาพอประมาณ มีคู่แข่งน้อย มีความเฉพาะเจาะจงสูง
  7. คำระบุตำแหน่งที่ตั้ง Geo-targeting keyword
    คำระบุตำแหน่งที่ตั้ง (Geo-targeting keyword) เป็นการบอกตำแหน่งที่ตั้งต่อท้ายคำประเภท Short-tail Keyword ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเฉพาะเจาะจง และจำกัดขอบเขตการค้นหามากขึ้น อีกทั้งยังสามารถดึงดูดความสนใจจากลูกค้าในพื้นที่มากขึ้นด้วย เช่น ร้านอาหารทะเล มหาชัย, โรงแรมแถวมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ร้านกาแฟวิวสวยปาย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับอัลกอริทึมของ Search Engine ต่าง ๆ เช่น Google ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อหลายปีก่อนมาก ผู้ทำ SEO จึงต้องค้นคว้าหาคีย์เวิร์ดที่ตรงใจผู้ใช้ โดยสามารถเริ่มต้นจากไอเดียคีย์เวิร์ดทั้ง 7 ประเภทข้างต้น ก็จะสามารถต่อยอดในการผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพและเป็นที่สนใจของผู้ชมได้ดียิ่งขึ้น