post

แนวคิดทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับ ยอดขายพุ่ง

หากว่ากันถึงเรื่อง SEO เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินกันมาบ้าง เนื่องจาก SEO นั้นเป็นสิ่งที่หลาย ๆ เว็บไซต์นำไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีคุณสมบัติ คุณลักษณะต่าง ๆ ที่มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ดังนั้น หากว่าเรามีการเปลี่ยนแปลง พัฒนาเว็บไซต์ของแบรนด์ สินค้าและธุรกิจของเราด้วยการทำ SEO แล้วล่ะก็ เชื่อได้ว่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจของเราในระยะยาวอย่างแน่นอน

มาเริ่มต้นด้วยการทำความรู้จักกับ SEO กันก่อน การทำ Search Engine Optimization หรือ SEO เป็นการปรับแต่งโครงสร้าง ภาพลักษณ์ของเว็บไซต์ การปรับแต่งโค้ดต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ รวมถึงการการปรับแต่งความรวดเร็วในการที่จะเข้าถึงเว็บไซต์ของเรา ในส่วนของรายละเอียด รูปแบบ ในเนื้อหาที่เราจะนำไปใส่ในเว็บไซต์ของเรา ให้มีความถูกต้องเหมาะสม มีลักษณะต่าง ๆ ที่แสดงอยู่บนหน้าเว็บไซต์ ตรงกับความต้องการของเว็บ Search Engine ที่ต้องการให้ทำเป็นมาตรฐานเหมือนกันทั่วโลก

ประโยชน์ที่มากมายของ SEO ทำให้เราสามารถยกอันดับเว็บไซต์ของเราให้อยู่ในหน้าการค้นหาที่ดีขึ้น อย่างที่เรามักจะพบเห็นการพิมพ์ การกดค้นหาด้วยคำต่าง ๆ เช่น การค้นหาเว็บสำหรับซื้อสินค้าหรือบริการใด ๆ ก็จะมีการใส่คำสำคัญลงไปในช่องค้นหาของทางเว็บไซต์ Google แล้วเมื่อกดค้นหาก็จะพบว่ามีเว็บไซต์ต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเราก็จะเลือกกดค้นหาเว็บไซต์แรก ๆ ที่ขึ้นมาหรือแสดงในหน้าแรกก่อนเว็บไซต์อื่น ๆ ซึ่งเว็บไซต์เหล่านั้นก็จะมีโอกาสที่จะเป็นตัวเลือกอันดับแรกที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ ทั้งนี้การแสดงผลจะมีการแสดงเว็บไซต์หน้าละ 10 อันดับ คือ 1-10 สำหรับหน้าแรก สำหรับหน้าที่สอง จะเป็นอันดับ 11-20 ซึ่งการทำ SEO ที่ดี มีประสิทธิภาพนั้น เว็บไซต์ควรจะอยู่ในผลการค้นหาหน้าแรก อันดับที่ 1-10 ซึ่งจะเพิ่มยอดการกดเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างมาก และมีโอกาสทำให้มีผู้คนคลิกเข้ามาชมในเว็บไซต์ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่รักษาอันดับเดิมไว้ได้

จุดสำคัญของการทำ SEO ประกอบไปด้วยหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งชื่อเว็บไซต์หรือโดเมนเนม Title ชื่อจำกัดความบน คำอธิบาย เนื้อหาของเว็บไซต์ หน้าเว็บไซต์ ที่มีความเหมาะสมสอดคล้อง ตรงกับคีย์เวิร์ดต่าง ๆ รวมทั้งการเลือกโฮสติ้งที่ดี มีคุณภาพและมาตรฐาน ก็จะช่วยทำให้การทำ SEO ประสบความสำเร็จได้ตามที่ต้องการ

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO คือแนวทางของการเพิ่มยอดขาย เพิ่มจำนวนลูกค้า ช่วยทำให้เว็บไซต์ของเรามีโอกาสถูกค้นหาและพบเห็นได้มากขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าจะเป็นวิธีที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่เป็นวิธีที่ดีและเหมาะสมกับยุคปัจจุบันที่มีการแพร่หลายของสื่อออนไลน์และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และหากทำอันดับที่ 1ในผลการค้นหาได้ ก็จะส่งผลดีต่อยอดขายอย่างชัดเจน

post

รวมความเชื่อผิด ๆ ของการทำ SEO ที่อาจทำให้เว็บไซต์ตกอันดับอย่างน่าเสียดาย

การตลาดออนไลน์ถือเป็นเทรนด์การตลาดที่มาแรงมากในปัจจุบัน เหตุผลสำคัญเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เน้นรับคอนเทนต์ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ หรือวิทยุ แต่ปัจจุบันกลับใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์วันละหลายชั่วโมง นั่นทำให้การตลาดออนไลน์มาแรงเสียจริง ๆ และสำหรับวิธียอดนิยมต้องยกให้การทำ SEO หรือการปรับเว็บไซต์เพื่อให้ติดอันดับต้น ๆ ของ Search Engine แต่ถึงอย่างนั้นก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำ SEO ซึ่งเป็นเหตุผลให้เว็บไซต์ตกอันดับอย่างน่าเสียดาย

ความเชื่อผิด ๆ ของการทำ SEO ที่ทำให้เว็บไซต์ไม่ติดอันดับเสียที

1.คิดว่าการใส่คีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ เป็นเรื่องดี
แม้ว่าคีย์เวิร์ดจะมีส่วนสำคัญในการผลักดันเว็บไซต์ติดอันดับ แต่ถึงอย่างนั้นต้องมาพร้อมแนวทางถูกต้อง ตั้งแต่การวิเคราะห์คีย์เวิร์ดตรงตามกลุ่มเป้าหมาย การเลือกใช้ทั้งคีย์เวิร์ดสั้น คีย์เวิร์ดยาว และคีย์เวิร์ดใกล้เคียง โดยการใส่คีย์เวิร์ดมากเกินไป ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดี เพราะอาจทำให้ Search Engine มองว่าเป็นสแปมก็ได้

2.คัดลอกคอนเทนต์จากเว็บไซต์อื่น
คอนเทนต์คุณภาพนับเป็นหัวใจสำคัญอันดับต้น ๆ ของการทำ SEO เลยก็ว่าได้ แต่ปัญหาที่ทำให้คะแนนเว็บไซต์ไม่ดีขึ้นคือการคัดลอกคอนเทนต์จากเว็บไซต์อื่น โดยวิธีนี้อาจทำให้ถูกแบนจาก Search Engine วิธีที่ถูกต้องจึงควรครีเอทบทความใหม่ และอย่าลืมให้ความสำคัญเรื่องความยาวคอนเทนต์ที่ไม่ควรสั้นหรือยาวจนเกินไป

3.ไม่ทำลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่น
หลายคนเกรงว่าการทำลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่นจะทำให้ลูกค้าคลิกออกจากเว็บไซต์คุณไปอย่างง่าย ๆ ซึ่งแม้ว่าจะใช่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรทำลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่นไว้บ้าง เพราะจะทำให้ลูกค้าเห็นว่าการเข้ามายังเว็บไซต์คุณนั้นมีประโยชน์และมีโอกาสกลับมาใช้บริการซ้ำ

4.Backlink ยิ่งเยอะ ยิ่งดี
แม้ว่าการถูกคลิกผ่าน Backlink จะช่วยเพิ่มจำนวนยอดเข้าชมของเว็บไซต์ได้ แต่หากเป็นการฝากลิงก์ในเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องและฝากลิงก์มากเกินไป Search Engine มีโอกาสตรวจจับได้ว่าเป็นสแปมและทำให้เว็บไซต์คุณไม่ถูกแสดงในหน้าการค้นหาอีกเลย

5.ยอดขายปังแน่ ถ้าติดหน้าแรก Search Engine
แม้ว่าเหตุผลการทำ SEO คือทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ของ Search Engine เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือและมีคนเห็นจำนวนมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้การันตีว่ายอดขายจะดี เพราะอย่าลืมว่ายังมีปัจจัยอื่น เช่น ราคา คุณภาพ ความคุ้มค่า โดยควรคำนึงเสมอว่าการทำ SEO คือการตลาดออนไลน์รูปแบบหนึ่งที่ควรทำควบคู่กับการพัฒนาสินค้าไปด้วย

ใครที่ยังเข้าใจการทำ SEO แบบผิด ๆ หรือผลักดันเว็บไซต์เท่าไหร่อันดับก็ไม่ขยับไปไหนเสียที เห็นทีต้องปรับแนวทางเสียใหม่และอย่าลืมระมัดระวังเกี่ยวกับความเข้าใจผิดทั้ง 5 เรื่องนี้ ซึ่งรับรองว่าจะช่วยทำให้เว็บไซต์ของคุณมีอันดับที่ดีขึ้นและไม่ถูก Search Engine แบนอย่างแน่นอน

post

แนะนำเทรนด์การทำ SEO ปี 2021 รับรองติดหน้าแรก Google แน่นอน

อย่างที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า ‘Google’ เป็น Search Engine ที่ไดรับความนิยมมากที่สุดในไทย เนื่องจากใช้งานง่าย ค้นหาเป็นภาษาไทยได้ และมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้ล้ำสมัย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หลาย ๆ ธุรกิจที่มีการทำการตลาดออนไลน์พยายามปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ของตัวเองให้ถูกต้องตามหลักการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เพื่อให้หน้าเว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ หรืออย่างน้อยหน้าแรกในการค้นหาด้วยคำค้นที่กำหนดไว้ แต่เทรนด์การทำ SEO ปี 2021 จะมีอะไรปรับเปลี่ยนไปจากเดิมบ้างนั้น วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก

Featured Snippets
ความหมายของ Featured Snippets คือ การอันดับที่ก่อนอันดับ 1 หรืออันดับ 0 ทำให้ลำดับนี้มีชื่อเรียกว่า Rank Zero โดยเป็นตำแหน่งที่มีเนื้อหาที่ผู้ใช้งานต้องการมากที่สุด สำหรับวิธีที่จะให้เว็บไซต์ติดลำดับ 0 นั้นทางเว็บไซต์ควรทำให้เว็บไซต์ของตัวเองติดหน้าแรกอยู่เสมอและพยายามใช้คีย์เวิร์ดที่เฉพาะเจาะจงหรือหลากหลาย ซึ่งข้อดีของการติดลำดับนี้จะเพิ่มอัตราการเข้าชมและสร้างความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์

Google “E-A-T”
สำหรับความหมายของคำว่า Google “E-A-T” เป็นการแสดงเนื้อหาตามที่ Google ต้องการ คำว่า E คือ Expertise แปลว่าความเชี่ยวชาญ A คือ Authoritativeness แปลว่าความเป็นเจ้าของ และ T คือ Trustworthiness แปลว่าความน่าเชื่อถือ โดยรวมแล้วจึงหมายความว่าเว็บไซต์ต้องมีความถูกต้อง เป็นข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ และเป็นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งเว็บไซต์ที่ได้เข้าข่ายกรณี Google “E-A-T” จะเป็นเว็บไซต์ประเภทที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน

Search Intent
ปัจจุบันการสร้างคีย์เวิร์ดอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการทำ SEO แต่ต้องดูว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่ดูคอนเทนต์แบบไหนมากที่สุดจากคำค้นเดียวกัน ซึ่งนอกจากบทความที่หลายคนคุ้นเคยแล้ว ยังสามารถสร้างคอนเทนต์ประเภทวิดีโอ รูปภาพ เสียง ก็ได้ เพราะฉะนั้นหากเลือกใช้คอนเทนต์ได้ตรงตามความต้องการของคนทั่วไป ก็จะทำให้เพิ่มอันดับของเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น

Voice Search
ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลนี AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ จึงทำให้การค้นหาด้วยเสียงมีความสำคัญขึ้น ซึ่งขณะนี้เริ่มมีการพัฒนาให้ใช้กับภาษาไทยได้แล้ว ทำให้มีการคาดการณ์ว่าในอนาคตจะมีการใช้งาน Voice Search มากขึ้น ดังนั้นการปรับเนื้อหาของเว็บไซต์ให้สามารถค้นหาด้วย Voice Search ได้ จะช่วยเว็บไซต์ติดอันดับที่ดีได้ สำหรับวิธิทำเว็บไซต์ให้รองรับการใช้งาน Voice Search สามารถทำได้โดยการเขียนบทความเชิงภาษาพูด วิเคราะห์คีย์เวิร์ดในกลุ่ม Voice Search สร้างหน้าคำถาม FAQ มากกว่า 1 หน้า ศึกษาการใช้งานแอปพลิเคชันเสียง และที่สำคัญควรศึกษาเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการใช้ Voice Search จาก Google โดยละเอียด

และนั่นก็คือความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับเทรนด์การทำ SEO ปี 2021 ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากปรับปรุงคอนเทนต์ต่าง ๆ ให้ทันสมัยเข้ากับเทคโนโลยีแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เจ้าของเว็บไซต์ควรให้ความสำคัญคือ ข้อกำหนดของ Google ในการปรับปรุงเว็บไซต์ เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกใน Google ได้ง่ายขึ้นแล้ว

post

แชร์ 4 ข้อควรจำ ช่วยให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การทำ SEO ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งของการตลาดออนไลน์ที่นักธุรกิจออนไลน์หลายคนให้ความสำคัญ ยิ่งเราออกแบบเว็บไซต์และคอนเทนต์ SEO ได้ตามที่ Google ต้องการมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะติดอันดับบนหน้าการค้นหามากเท่านั้น ดังนั้น วันนี้เราจึงจะมาแนะนำ 4 ข้อควรจำไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจขายสินค้าหรือบริการประเภทไหนก็ตาม ซึ่งจะช่วยให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพมากขึ้น

1) ใส่คีย์เวิร์ด SEO กระจายให้ทั่วถึงและหลายตำแหน่ง
หัวใจสำคัญของ SEO คงหนีไม่พ้นการใส่ “คีย์เวิร์ด” ให้เหมาะสม ควรใส่ในส่วนสำคัญต่าง ๆ ที่ “อัลกอริทึม” ของ Google จะมาเก็บข้อมูลเป็นอันดับแรก เช่น หัวข้อ-ชื่อเรื่อง, คำอธิบาย (Meta Description) และเนื้อเรื่องตามความเหมาะสมอย่างละ 2-3 ครั้ง ไม่ควรมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้คอนเทนต์ของเราถูกมองว่าเป็น “สแปม” และยังจะสร้างความน่ารำคาญให้กับคนที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราอีกด้วย

2) เลือกคีย์เวิร์ดให้ดีก่อนใช้
การเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมนั้น ควรผ่านการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมช่วยวิเคราะห์คีย์เวิร์ด SEO เช่น Google search console เพื่อให้คอนเทนต์ต่าง ๆ ในเว็บไซต์มีโอกาสติดอันดับมากขึ้น หรือเทคนิคง่าย ๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างการเลือกใช้คำสั้น ๆ ที่มีผู้นิยมใช้สืบค้นในช่องค้นหาของ Google การเลือกคำที่ผู้ใช้นิยมค้นหาจริงจะยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสติดอันดับมากขึ้นนั่นเอง

3) เลือกคีย์เวิร์ดที่มีความจำเพาะเจาะจง
นักธุรกิจออนไลน์บางคนนิยมใช้คำสั้น ๆ ที่มีความหมายกว้าง ๆ เช่น รองเท้า, กระเป๋า, เสื้อผ้า ฯลฯ โดยหวังว่าจะเข้าถึงคนจำนวนมาก แต่ความเป็นจริงแล้ว เราควรใช้คีย์เวิร์ดที่มีความยาวประมาณหนึ่งและเฉพาะเจาะจง สามารถระบุกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงลักษณะของสินค้า เช่น “iphone 12 ราคา ล่าสุด 2020 เครื่องเปล่า”, “กางเกง ยีนส์ ขา สั้น 3 ส่วน ผู้หญิง”, “nike air max 270 ราคา ของ แท้” ฯลฯ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการมากขึ้น

4) ใช้โปรแกรม Yoast SEO ประเมินคุณภาพของ SEO ที่เราทำ
นอกจากการใส่คีย์เวิร์ดให้เหมาะสมตาม 3 ข้อที่กล่าวมาแล้ว หากเว็บไซต์ใช้ระบบ WordPress เรายังต้องฝึกฝนการใช้งานโปรแกรม Yoast SEO เพื่อช่วยวิเคราะห์อย่างละเอียดอีกชั้นหนึ่งว่า คอนเทนต์หรือบทความ SEO ที่เราทำนั้นมีคุณภาพในระดับใด สามารถแข่งขันกับบทความอื่น ๆ ในหมวดเดียวกันที่ออนไลน์อยู่แล้วได้หรือไม่ เพื่อช่วยให้เราสามารถวางแผนและปรับปรุงเนื้อได้ตามความเหมาะสมนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้คีย์เวิร์ด SEO จากทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมานี้ ยังเป็นเพียงแค่กลยุทธ์พื้นฐานของการทำ SEO เท่านั้น เพราะนอกจากทั้ง 4 ข้อนี้แล้ว การออกแบบเว็บไซต์ในเชิงเทคนิคก็ยังมีความสำคัญไม่แพ้กัน เช่น การดาวโหลดข้อมูลที่รวดเร็ว ไม่ล่มบ่อย รวมถึงใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อนจนผู้ใช้ไม่อยากกลับเข้ามาใช้บริการอีก ล้วนเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับง่ายขึ้นทั้งสิ้น

post

เทคนิคการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ

การทำ SEO ถือว่าเป็นเรื่องพื้นฐานของเว็บไซต์ออนไลน์ไปแล้ว หากไม่ทำจะขาดประสิทธิภาพในการแข่งขันทางการค้ากับคู่แข่งได้ เพราะมีโอกาสน้อยที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะค้นเจอบทความและสินค้าที่น่าสนใจในเว็บไซต์ของคุณ

เรามาดูกันว่าเทคนิคในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จมีอะไรบ้าง

1.สร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจน
เว็บไซต์ของคุณควรมีเนื้อหาที่นำเสนอเป็นแนวทางใดแนวทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพื่อทำให้ผู้ที่เข้ามาหาข้อมูลทั้งเชิงลึกและเชิงกว้างได้รับความรู้และความประทับใจมากที่สุด และทำให้จดจำแบรนด์ได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น จะทำเว็บไซต์ของบริษัทท่องเที่ยวไปญี่ปุ่น ก็ควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นได้ละเอียดมากที่สุด ทั้งเรื่องอาหารการกิน ศิลปะวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว การจองตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น จะทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมีความเชื่อมั่นในแบรนด์และเลือกใช้บริการเป็นเจ้าประจำ และยังช่วยบอกต่อ เป็นการขยายฐานลูกค้าใหม่จากลูกค้าเดิมได้

2.ทำ SEM ควบคู่กับ SEO
เนื่องจากการทำ SEO ต้องใช้เวลาในการสะสมข้อมูลนานหลายเดือน โดยเฉพาะธุรกิจที่แข่งขันกันสูง เช่น สินค้าแฟชั่น เครื่องสำอาง ฯลฯ หากต้องการสร้างชื่อเสียงของเว็บไซต์อย่างรวดเร็ว ต้องใช้การประชาสัมพันธ์แบบอื่นช่วยด้วย นั่นคือ SEM หรือ search engine marketing เช่น การเช่าพื้นที่โฆษณา การประชาสัมพันธ์ผ่าน facebook ฯลฯ จะทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้เร็วยิ่งขึ้น และเพิ่มฐานกลุ่มลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่ให้กว้างขึ้นในเวลารวดเร็ว ทั้งนี้ การทำ SEM ยังเหมาะกับการนำเสนอโปรโมชั่นเป็นระยะ เพื่อกระตุ้นยอดการขายสินค้าและบริการด้วย

3.การใส่คีย์เวิร์ด SEO ที่มีคุณภาพ
คีย์เวิร์ด SEO เป็นสิ่งจำเป็นในการเพิ่มโอกาสมองเห็นบทความ เพราะหากเลือกคำที่ตรงกับความสนใจของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสแบ่งปันต่อและเกิดความสนใจสั่งซื้อสินค้าและบริการมากขึ้นเท่านั้น โดยควรใส่คีย์เวิร์ด SEO ในส่วนหัวเรื่อง meta description บทย่อ คำนำ สารบัญ เนื้อหา สรุป ให้ครบถ้วน และอาจแบ่งเป็นคีย์เวิร์ด SEO ชนิดหลักและรอง เพื่อสร้างความหลากหลายของเนื้อหาด้วย

4.มีพื้นที่ให้รีวิว
ลูกค้าใหม่มักลังเลที่จะใช้บริการแบรนด์ใหม่ ๆ หากมีการรีวิวสินค้าจากลูกค้าเก่าหรือให้คนมีชื่อเสียงในโลกออนไลน์ทดลองและรีวิวสินค้า ก็จะเพิ่มโอกาสขายได้มากขึ้น เพราะจะเกิดความมั่นใจในการสั่งซื้อและใช้ตามมากขึ้นหลายเท่าตัว ทั้งนี้ควรเตรียมงบประมาณไว้เป็นต้นทุนทำการตลาดด้านรีวิวสินค้าอีกส่วนหนึ่งด้วย

จะเห็นได้ว่า เทคนิคที่กล่าวมาทั้ง 4 ข้อนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้เว็บไซต์จำนวนมากสามารถสร้างชื่อเสียงได้ในเวลาอันสั้นและมียอดขายที่สูงหลักล้านบาทในเวลาอันรวดเร็ว หวังว่าจะทำให้ผู้อ่านได้เห็นแนวทางนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาแบรนด์ของตัวเองให้ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นต่อไป

post

เทคนิคพื้นฐานการคิดคีย์เวิร์ด และการวางในเนื้อหาเพื่อ SEO ที่มีประสิทธิภาพ

หลายคนอาจสงสัยว่า คีย์เวิร์ด (Keyword) คืออะไร ทำหน้าที่เหมือนกุญแจหรือเปล่า เรามาทำความเข้าใจกับคำว่า คีย์เวิร์ดไปพร้อม ๆ กัน เพราะคำ ๆ นี้มีความหมายอย่างมากต่อการทำการตลาดออนไลน์ที่เราเรียกว่า SEO

คีย์เวิร์ด คือ คำที่ผู้คนต้องการค้นหาเพื่อได้มาซึ่งคำตอบ จึงนำไปพิมพ์ลงใน Google search และกระบวนการนี้เองที่ทำให้ คอนเทนต์หรือเว็บไซต์ที่เราต้องการโปรโมทได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในหน้าแรกของ Google ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ ซึ่งเทคนิคพื้นฐานในการคิดคีย์เวิร์ดและการวางลงในเนื้อหาอย่างมีประสิทธิภาพทำได้ดังนี้

1.ให้ความสำคัญกับการค้นหาคีย์เวิร์ด เพราะการที่เราใช้คีย์เวิร์ดที่ถูกตัว ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้คนค้นพบเว็บไซต์ของเรามากขึ้นด้วย

2.แบ่งประเภทของคีย์เวิร์ดให้ชัดเจน เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการวางโครงสร้างงานเขียน ดังนี้

  • คีย์เวิร์ดประเภท Mass Keyword เป็นคำกว้าง ๆ ไม่เฉพาะเจาะจง แต่มีปริมาณการค้นหาสูง และติดอันดับมาก เหมาะเป็น keyword ตั้งต้นในการค้นหา
  • คีย์เวิร์ดประเภท Niche Keyword คือ คำที่ขยายความ Mass Keyword มีความเฉพาะเจาะจง มีปริมาณค้นหาไม่สูงมาก แต่ถ้าหากเว็บไซต์ติดอันดับในหน้าแรกด้วยคำ Niche Keyword ก็เป็นการเพิ่มโอกาสในการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • คีย์เวิร์ดประเภท Long tail Niche Keyword เป็นคำเฉพาะ ที่ผู้ค้นใช้เพื่อค้นหาสินค้าและบริการที่ต้องการอย่างละเอียด เช่น มีการระบุถึงรุ่น สี ยี่ห้อ ราคา ส่วนลด โปรโมชัน เป็นต้น

3.หลักในการเลือกคำ ควรถึงประเภทของธุรกิจและบริการของเรา คำที่ใช้เป็นคีย์เวิร์ดก็ควรแสดงถึงอัตลักษณ์และตัวตนของธุรกิจและบริการนั้น ๆ อย่างชัดเจนและตรงกลุ่มเป้าหมาย เช่น น้ำหอม สำหรับผู้ชาย วัยทำงาน หรือ รองเท้าแตะสำหรับเดินเล่นชายหาด หรือ เสื้อผ้าสำหรับเทรนด์ฤดูหนาวปีนี้

4.การค้นหาคีย์เวิร์ดเพิ่มเติม ทำได้โดยการสังเกต เช่น เมื่อนำคำว่า “น้ำดื่มผสมวิตามิน” ไปค้นหาบน Google ก็จะมีคีย์เวิร์ดอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกันหรือมีความเกี่ยวข้องกันแสดงปรากฏอยู่ที่ด้านล่างของผลการค้นหาด้วย เช่น จะมีคำว่า น้ำดื่มผสมวิตามินดีไหม, น้ำดื่มผสมวิตามิน pantip, น้ำดื่มวิตามิน ดีจริงหรือ เป็นต้น

จากนั้นให้นำคีย์เวิร์ดที่ได้เหล่านั้นมาใส่ประกอบในชื่อบทความ หรือชื่อหน้าเพจ และเลือกใช้คำเหล่านั้นวางแทรกคละกันไปในเนื้อหา เพื่อให้ได้ใจความครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม นอกจากเทคนิคพื้นฐานในการคิดและเลือกใช้คีย์เวิร์ดอย่างถูกต้องแล้ว การเขียนคอนเทนต์ให้น่าสนใจและมีความแตกต่างจากเว็บไซต์อื่น ๆ ก็เป็นการช่วยเปิดมุมมองของผู้อ่าน สร้างจุดเด่น จุดแข็งและจุดขายให้กับเว็บไซต์และบริการนั้น ๆ อีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นการใช้ Google Trends เป็นเครื่องมือในการค้นหาคีย์เวิร์ดก็เป็นตัวช่วยสำคัญในการคิดคีย์เวิร์ด และเลือกใช้คีย์เวิร์ดซึ่งเป็นที่นิยมของผู้คนจำนวนมาก เท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายหาเว็บไซต์ของเราเจอได้โดยง่ายดาย และนั่นหมายถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO เพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด เช่น การสร้างแบรนด์ หรือเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น

post

ข้อดีของการทำ SEO ที่นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้

SEO เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่นิยมมากในปัจจุบันทั้งในไทยและต่างประเทศ เพราะสามารถช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจออนไลน์เติบโตได้ดีทั้งด้านยอดขายและสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง 

การทำ SEO จะมีข้อดีอะไรบ้าง มาดูกันเลย

1. ทำให้คุณเป็นนักการตลาดได้ด้วยตัวเอง

เป็นนักการตลาด SEO ไม่จำเป็นต้องจบการตลาดจากมหาวิทยาลัย ใคร ๆ ก็เรียนรู้ได้ แม้จะเป็นคนที่ไม่มีพื้นฐานในการทำธุรกิจออนไลน์มาก่อนเลยก็ตาม ปัจจุบันมีคู่มือหนังสือและสื่อออนไลน์ฟรีจำนวนมากให้คุณเข้าไปศึกษาอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงเป็นการสร้างรายได้โดยลงทุนต่ำมาก

2. ประหยัดค่าโฆษณา

หากคุณต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาหรือ SEM (search engine marketing)​ ตลอดปี คุณต้องเสียค่าใช้จ่ายหลายแสนบาทขึ้นไป แต่การทำ SEO ที่มีคุณภาพ ผลิตบทความด้วยคีย์เวิร์ดที่ตรงกับการค้นหาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้แบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักได้ตลอดทั้งปี จึงไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาแต่อย่างใดในระยะยาว

3. เข้าถึงลูกค้าที่ต้องการซื้อจริง

การเข้าถึงลูกค้าที่ตั้งใจซื้อสินค้า ด้วยการใช้คีย์เวิร์ดที่จำเพาะเจาะจง เช่น คุณทำเว็บไซต์ขายคอร์สสอนเล่นหุ้น ก็ควรใช้คีย์เวิร์ด สอนเล่นหุ้นมือใหม่ หรือ สอนเล่นหุ้นออนไลน์  ก็จะมีโอกาสได้ลูกค้าเข้าเรียนในคอร์สมากขึ้น กว่าการใช้คีย์เวิร์ดว่า เล่นหุ้น นอกจากนี้ การใช้คีย์เวิร์ดยังใส่ได้ทั้งในการตั้งชื่อคลิปวิดีโอ รูปภาพที่ประกอบในบทความด้วย ก็จะทำให้อันดับ SEO ดีมากขึ้น 

4. ได้ส่วนแบ่งการตลาดที่มากขึ้น

แม้ว่าประเภทธุรกิจที่คุณทำจะมีคู่แข่งอยู่แล้ว แต่การทำ SEO ก็จะช่วยให้คุณได้ส่วนแบ่งการตลาดได้มากขึ้น เพราะการทำ SEO นั้นไม่มีการผูกขาดอันดับ อาศัยเพียงความสม่ำเสมอในการนำเสนอข้อมูลใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและใช้ keyword ที่ตรงกับการค้นหา ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละช่วงเวลา​ จึงสามารถทำให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เช่นกันหากทำ​ SEO​ แล้วได้ผล

5. ขยายตลาดสู่ต่างประเทศได้ง่าย

เนื่องจาก SEO ไม่จำกัดภาษา คุณสามารถทำเว็บไซต์เป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติได้เข้าถึงบทความและสินค้าของธุรกิจได้เช่นกัน จึงเป็นการขยายตลาดสู่ต่างประเทศโดยไม่ต้องเดินทางประชาสัมพันธ์หรือมีหน้าร้านสาขาในต่างประเทศเลย นอกจากนี้ ยังสามารถสร้างพันธมิตรทางการค้ากับชาวต่างชาติด้วยการสร้างลิงก์เชื่อมโยงกัน ทำให้เอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO นั้นมีข้อดีอยู่หลายด้าน หากศึกษาให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งและนำมาปรับใช้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการ ทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้ก้าวไกลยิ่งขึ้นอย่างมาก

post

ข้อดี เมื่อทำการตลาดผ่าน Google จาก SEO

การตลาดออนไลน์ในปัจจุบันมี 4 ช่องทาง คือ ช่องทางที่หนึ่ง Search Engine Marketing ซึ่งเป็นโปรแกรมในการค้นหาต่าง ๆ เช่น Google, Yahoo เป็นต้น ช่องทางที่สอง Social Marketing เช่น Facebook, Instagram, line ช่องทางที่สาม VDO Marketing เช่น Youtube ช่องทางที่สี่ Free Classified เว็บไซต์ลงประกาศฟรี 4 ช่องทางที่กล่าวไว้ไม่ว่าจะเป็นช่องทางไหนก็มีความสำคัญในการทำธุรกิจ แต่บทความนี้เราจะมาบอกข้อดีเพียงหนึ่งช่องทาง สำหรับคนที่สนใจการตลาดผ่าน Google ด้วยการทำ Search Engine Optimization หรือ SEO

ช่วยให้เว็บไซต์ติดในอันดับที่ดี แบบฟรี ๆ

การทำการตลาดผ่าน Google มี 3 รูปแบบ โดยรูปแบบแรก คือ การทำ SEO เป็นรูปแบบที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับแต่งเว็บไซต์และยังสามารถทำให้ติดอันดับที่ดีในหน้าแรกบน Google ซึ่งการทำ SEO ถือว่ามีความแตกต่างจากรูปแบบที่ 2 คือ Google Ads ซึ่งรูปแบบนี้เป็นการลงโฆษณาที่ติดหน้าแรกภายใน 15 นาทีหลังจากโฆษณาได้อนุมัติ แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเมื่อมีคนคลิกเว็บไซต์บน Google และรูปแบบที่ 3 คือ GDN เป็นการลงโฆษณาที่เสียค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกันกับรูปแบบที่ 2 แต่สามารถกระจายโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าได้อย่างกว้างขวางมากขึ้นบนเว็บไซต์ที่ร่วมเป็นพันธมิตรกับ GDN

หน้าเพจเว็บไซต์อยู่ได้นาน

การทำ SEO ด้วยตัวเอง ทำให้คนเข้าเว็บไซต์ทุกวันโดยไม่ต้องทำโฆษณาอะไรเลย ไม่เสียค่าการตลาดหรือค่า SEO แต่อย่างใด เพราะแค่เขียนบทความก็เพียงพอแล้ว ก็จะทำให้คนเข้าชมจนกลายเป็นลูกค้าได้และหน้าเพจของคุณจะอยู่ได้นานถึง 6 เดือน – 5 ปี โอกาสที่จะได้รับรายได้ค่อนข้างเสถียร ซึ่งแตกต่างกับการทำโฆษณาเว็บไซต์ที่มีช่วงอายุ หมายความว่า เมื่อได้มีการยิงโฆษณาในหนึ่งเดือน ก็ต้องเปลี่ยนโฆษณาใหม่ อีกหรือกรณีที่บางคนเงินหมด โฆษณาก็จะหายไป การทำ SEO จึงประหยัดและอยู่คงทนกว่า คิดเล่นๆ หากทำเว็บไซต์ติดคีย์ บ้านผลบอล อันดับต้นๆ แทนที่จะต้องมาเสียค่าคลิกละ 10 บาทวันละหลายพันคลิก หากเว็บติดอันดับก็ประมาณค่าใช้จ่ายเดือนละหลายแสนเลยล่ะ

พื้นฐานการทำ SEO ไม่ได้ยากอย่างที่คิด

คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนที่ทำ SEO ในประเทศไทย มักคิดว่าการทำ SEO เป็นเรื่องยาก แต่ในความเป็นจริงเพียงทำเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับคำค้นหา หรือให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน ด้วยการใช้เวลาเขียนบทความไม่กี่ชั่วโมงต่อเดือน ก็จะส่งผลทำให้โอกาสการทำเว็บไซต์นั้นขึ้นอันดับได้

การทำการตลาดผ่าน Google ด้วย SEO ถึงแม้ว่าจะมีข้อดีดังกล่าวข้างต้น แต่ก็มีข้อจำกัดบ้างเล็กน้อย คือ การที่เว็บไซต์จะติดหน้าแรกหรืออันดับที่ดีบน Google ได้ ต้องอาศัยเวลาโดยเฉลี่ยประมาณครึ่งปีเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม การทำ SEO ถือว่าเป็นการทำการตลาดที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ที่ควรเรียนรู้และลงมือทำ โดยระหว่างที่รอผลการจัดลำดับ ก็ยังสามารถใช้วิธีอื่น ๆ เพิ่มเติมไปพร้อมกันได้ด้วย เช่น การลงโฆษณา หรือลงประกาศในมาร์เก็ตเพลสต่าง ๆ เพราะว่าการทำการตลาดไม่ได้จำกัดแค่วิธีใดวิธีหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องอาศัยทุกช่องทางร่วมกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของธุรกิจได้เร็วและมากที่สุด

post

หนังสือสอน SEO สำหรับมือใหม่!

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีเว็บไซต์มากมายที่สอนวิธีการทำ SEO หรือ Search engine optimization แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นเพียงการสอนเป็นบทความสั้น ๆ ไม่ได้อธิบายไว้โดยละเอียด การอ่านจากหนังสือที่สอนการทำ SEO ตั้งแต่พื้นฐานจึงไม่เพียงช่วยให้เข้าใจหลักการทำ SEO ได้ชัดเจนมากกว่าเท่านั้น แต่ยังสะดวกในการทดลองปฏิบัติด้วย ทั้งนี้หนังสือที่เหมาะสำหรับนักการตลาดมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มหัดทำ SEO มีดังนี้

ดันเว็บไซต์ให้ดังด้วย SEO 2nd Editor หนังสือสอนทำ SEO ตั้งแต่พื้นฐานโดยใช้ Platform ล่าสุดที่ Google พัฒนามาใช้อธิบายให้กับนักการตลาดมือใหม่ เพื่อให้นักการตลาดมือใหม่สามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงสอนวิธีการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับบนหน้าแรกของ Google ภายในเล่มมีเนื้อหาแบ่งย่อยออกเป็น 8 บท เนื้อหาเน้นความรู้พื้นฐานในการทำ SEO เป็นหลัก

ทำ SEO ให้ร้านออนไลน์ เพิ่มยอดขายด้วยเงิน 0 บาท หนังสือสอนทำ SEO ที่ออกแบบมาเพื่อนำไปปรับใช้กับร้านค้าออนไลน์โดยตรง เนื่องจากอาชีพขายของออนไลน์เป็นอาชีพที่มีการแข่งขันสูง การเรียนรู้เทคนิคในการทำ SEO ให้กับร้านค้าออนไลน์จึงเป็นความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อปรับร้านค้าให้ถูกจัดอยู่ในอันดับแรก ๆ ของการค้นหา เนื้อหาภายในเล่มเน้นที่การวิเคราะห์คีย์เวิร์ดและการนำคีย์เวิร์ดไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อร้านค้ามากที่สุด

คัมภีร์ SEO เนื้อหาภายในหนังสือเน้นที่การสอนแบบปฏิบัติ โดยให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ SEO ไปจนถึงการวิเคราะห์เว็บไซต์ การตั้งค่าเว็บไซต์ รวมถึงการเช็ค Backlink ซึ่งเป็นส่วนประกอบเสริมที่มือใหม่ควรรู้ เทคนิคทำให้คะแนนเว็บไซต์สูงเพื่อสร้างเว็บไซต์ที่ Google มองว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้

สูตรลับปรับเว็บให้แรงด้วย SEO หนังสือที่เหมาะสำหรับงานออนไลน์ทุกประเภท เริ่มตั้งแต่การสอนวิธีใช้งานเว็บไซต์ Keyword Search ต่าง ๆ ไปจนถึงการปรับตั้งค่าเว็บไซต์ที่ Google เน้นย้ำมากที่สุดในปัจจุบัน รวมถึงสอนการใช้เครื่องมือฟรีต่าง ๆ ของ Google เทคนิคเกี่ยวกับการทำ Backlink หรือการแลกลิงก์ และเพิ่มเทคนิคการสร้างความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์

เก่ง Keyword + SEO ให้ครบสูตร เนื้อหาภายในหนังสือเน้นเรื่อง Keyword เป็นหลัก โดยสอนตั้งแต่วิธีการหาคีย์เวิร์ดที่ดี การวิเคราะห์คีย์เวิร์ด การใช้เครื่องมือเกี่ยวกับคีย์เวิร์ดพร้อมเทคนิคในการนำคีย์เวิร์ดไปปรับใช้ในการทำ SEO รวมถึงสอนเกี่ยวกับการทำ Google Ads และ Google AdSense ที่เป็นการทำโฆษณาเพื่อสร้างรายได้เข้าสู่เว็บไซต์ด้วย

ในปัจจุบัน SEO หรือ Search Engine Optimization มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการทำเว็บไซต์ การทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จจึงต้องหมั่นหาความรู้และฝึกปฏิบัติบ่อย ๆ พร้อมทั้งหาเทคนิคเพิ่มเติม เพื่อผลักดันเว็บไซต์ให้มีอันดับที่ดีขึ้นไปสู่หน้าแรกหรืออันดับต้น ๆ ได้ตามเป้าหมาย

post

จะทำ SEO แบบสายดำหรือสายขาวดี?

แน่นอนว่าการทำ SEO นั้นมีทั้งสายดำหรือ black hat และสายขาวหรือที่เราเรียกว่า white hat นั่นเอง โดยการทำ SEO ทั้ง 2 แบบนี้มีความแตกต่างกันเล็กน้อย แต่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาลเลยล่ะ ถ้าอยากรู้ว่าจะเลือกใช้วิธีของสายดำหรือสายขาวดีกว่ากัน เรามาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันได้เลย

ทำ SEO วิธีของสายดำหรือสายขาวดี

ใคร ๆ ก็รู้ว่า SEO สายดำได้คะแนนไวแต่ก็ตายไปจาก search engine ไว

แน่นอนว่าการทำ SEO สายดำ เป็นการเน้นที่ปริมาณจึงทำให้เกิด traffic ได้อย่างรวดเร็วและเป็นจำนวนมากโดยที่ไม่ต้องใช้เวลานานมาก แต่ในทางตรงกันข้ามของระยะยาวนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะจะโดน Google จับได้และจัดการล้างบางไปเป็นระยะ ๆ

SEO สายขาวทำได้ช้าแต่ได้พร้าเล่มงาม

แม้ว่าสายขาวจะใช้เวลาในการทำ SEO นานกว่า แถมยังต้องมีวิธีการวัดคะแนนหลายอย่างจนคนทำ SEO ท้อไปบ้าง แต่ในระยะยาวนั้น สายขาวจะอยู่ได้นานกว่าและมีโอกาสที่จะเติบโตได้มากกว่าสายดำหลายเท่า

สายดำกลายเป็นสิ่งที่ search engine บอกไว้เลยว่าเป็น spam

ตัวอย่างของการทำ SEO ที่ Google อาจให้เป็น spam ก็คือการทำ backlink โดยการโพสต์เนื้อหาบนเว็บบอร์ดที่ไม่อนุญาตให้มีการทำโฆษณาหรือแปะ link ที่ไม่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกระทู้นั่นเอง

search engine สนับสนุนให้มีการทำ content ที่มีคุณภาพซึ่งเป็นวิถีของสายขาว

การทำ content ถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำ SEO เลยล่ะ ซึ่งเป็นวิถีการทำ SEO ของสายขาวและ search engine เองก็ชื่นชอบ content ที่มีความเป็น unique สดใหม่ น่าอ่านและมีคุณภาพด้วยเช่นกัน

ค่าจ้างคนทำ SEO สายดำอาจถูกกว่า แต่มูลค่าก็ลดลงตามหรืออาจไม่มีเลย

อย่างที่เราบอกไปแล้วว่าการทำ SEO สายดำนั้นจะเป็นการเน้นปริมาณล้วน ๆ แต่ไม่มีการกำหนดคุณภาพของผลงานที่ได้ ฉะนั้นหากคุณคาดหวังให้เว็บไซต์ของคุณเกิดมูลค่าด้วยการทำ SEO สายดำนั้น ถือเป็นความคิดที่ผิดที่ต้องรีบเปลี่ยนแล้วล่ะ

อัลกอริทึมของ search engine มีช่องโหว่น้อยลง

การทำ SEO สายดำนั้นจะเป็นการใช้ช่องโหว่ของ search engine มาใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่ยิ่งเทคโนโลยีของเราก้าวหน้าไปเท่าไหร่ ช่องโหว่เหล่านี้ก็ถูกปิดลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้สายดำมีโอกาสในการแงะช่องโหว่ของ search engine น้อยลง

พอมาถึงตรงนี้แล้ว คุณได้เห็นแล้วว่าการทำ SEO ของแต่ละสายนั้นให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน โดยมีแนวทางและวิธีการที่แตกต่างกัน เอาล่ะ! ทีนี้ก็ถึงตาคุณแล้วว่าจะเลือกทำ SEO แบบสายดำหรือสายขาวดี?

จะทำ SEO แบบสายดำหรือสายขาวดี