post

เทคนิคพื้นฐานการคิดคีย์เวิร์ด และการวางในเนื้อหาเพื่อ SEO ที่มีประสิทธิภาพ

หลายคนอาจสงสัยว่า คีย์เวิร์ด (Keyword) คืออะไร ทำหน้าที่เหมือนกุญแจหรือเปล่า เรามาทำความเข้าใจกับคำว่า คีย์เวิร์ดไปพร้อม ๆ กัน เพราะคำ ๆ นี้มีความหมายอย่างมากต่อการทำการตลาดออนไลน์ที่เราเรียกว่า SEO

คีย์เวิร์ด คือ คำที่ผู้คนต้องการค้นหาเพื่อได้มาซึ่งคำตอบ จึงนำไปพิมพ์ลงใน Google search และกระบวนการนี้เองที่ทำให้ คอนเทนต์หรือเว็บไซต์ที่เราต้องการโปรโมทได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในหน้าแรกของ Google ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ ซึ่งเทคนิคพื้นฐานในการคิดคีย์เวิร์ดและการวางลงในเนื้อหาอย่างมีประสิทธิภาพทำได้ดังนี้

1.ให้ความสำคัญกับการค้นหาคีย์เวิร์ด เพราะการที่เราใช้คีย์เวิร์ดที่ถูกตัว ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้คนค้นพบเว็บไซต์ของเรามากขึ้นด้วย

2.แบ่งประเภทของคีย์เวิร์ดให้ชัดเจน เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการวางโครงสร้างงานเขียน ดังนี้

  • คีย์เวิร์ดประเภท Mass Keyword เป็นคำกว้าง ๆ ไม่เฉพาะเจาะจง แต่มีปริมาณการค้นหาสูง และติดอันดับมาก เหมาะเป็น keyword ตั้งต้นในการค้นหา
  • คีย์เวิร์ดประเภท Niche Keyword คือ คำที่ขยายความ Mass Keyword มีความเฉพาะเจาะจง มีปริมาณค้นหาไม่สูงมาก แต่ถ้าหากเว็บไซต์ติดอันดับในหน้าแรกด้วยคำ Niche Keyword ก็เป็นการเพิ่มโอกาสในการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • คีย์เวิร์ดประเภท Long tail Niche Keyword เป็นคำเฉพาะ ที่ผู้ค้นใช้เพื่อค้นหาสินค้าและบริการที่ต้องการอย่างละเอียด เช่น มีการระบุถึงรุ่น สี ยี่ห้อ ราคา ส่วนลด โปรโมชัน เป็นต้น

3.หลักในการเลือกคำ ควรถึงประเภทของธุรกิจและบริการของเรา คำที่ใช้เป็นคีย์เวิร์ดก็ควรแสดงถึงอัตลักษณ์และตัวตนของธุรกิจและบริการนั้น ๆ อย่างชัดเจนและตรงกลุ่มเป้าหมาย เช่น น้ำหอม สำหรับผู้ชาย วัยทำงาน หรือ รองเท้าแตะสำหรับเดินเล่นชายหาด หรือ เสื้อผ้าสำหรับเทรนด์ฤดูหนาวปีนี้

4.การค้นหาคีย์เวิร์ดเพิ่มเติม ทำได้โดยการสังเกต เช่น เมื่อนำคำว่า “น้ำดื่มผสมวิตามิน” ไปค้นหาบน Google ก็จะมีคีย์เวิร์ดอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกันหรือมีความเกี่ยวข้องกันแสดงปรากฏอยู่ที่ด้านล่างของผลการค้นหาด้วย เช่น จะมีคำว่า น้ำดื่มผสมวิตามินดีไหม, น้ำดื่มผสมวิตามิน pantip, น้ำดื่มวิตามิน ดีจริงหรือ เป็นต้น

จากนั้นให้นำคีย์เวิร์ดที่ได้เหล่านั้นมาใส่ประกอบในชื่อบทความ หรือชื่อหน้าเพจ และเลือกใช้คำเหล่านั้นวางแทรกคละกันไปในเนื้อหา เพื่อให้ได้ใจความครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม นอกจากเทคนิคพื้นฐานในการคิดและเลือกใช้คีย์เวิร์ดอย่างถูกต้องแล้ว การเขียนคอนเทนต์ให้น่าสนใจและมีความแตกต่างจากเว็บไซต์อื่น ๆ ก็เป็นการช่วยเปิดมุมมองของผู้อ่าน สร้างจุดเด่น จุดแข็งและจุดขายให้กับเว็บไซต์และบริการนั้น ๆ อีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นการใช้ Google Trends เป็นเครื่องมือในการค้นหาคีย์เวิร์ดก็เป็นตัวช่วยสำคัญในการคิดคีย์เวิร์ด และเลือกใช้คีย์เวิร์ดซึ่งเป็นที่นิยมของผู้คนจำนวนมาก เท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายหาเว็บไซต์ของเราเจอได้โดยง่ายดาย และนั่นหมายถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO เพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด เช่น การสร้างแบรนด์ หรือเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น

post

ข้อดีของการทำ SEO ที่นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้

SEO เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่นิยมมากในปัจจุบันทั้งในไทยและต่างประเทศ เพราะสามารถช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจออนไลน์เติบโตได้ดีทั้งด้านยอดขายและสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง 

การทำ SEO จะมีข้อดีอะไรบ้าง มาดูกันเลย

1. ทำให้คุณเป็นนักการตลาดได้ด้วยตัวเอง

เป็นนักการตลาด SEO ไม่จำเป็นต้องจบการตลาดจากมหาวิทยาลัย ใคร ๆ ก็เรียนรู้ได้ แม้จะเป็นคนที่ไม่มีพื้นฐานในการทำธุรกิจออนไลน์มาก่อนเลยก็ตาม ปัจจุบันมีคู่มือหนังสือและสื่อออนไลน์ฟรีจำนวนมากให้คุณเข้าไปศึกษาอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงเป็นการสร้างรายได้โดยลงทุนต่ำมาก

2. ประหยัดค่าโฆษณา

หากคุณต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาหรือ SEM (search engine marketing)​ ตลอดปี คุณต้องเสียค่าใช้จ่ายหลายแสนบาทขึ้นไป แต่การทำ SEO ที่มีคุณภาพ ผลิตบทความด้วยคีย์เวิร์ดที่ตรงกับการค้นหาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้แบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักได้ตลอดทั้งปี จึงไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาแต่อย่างใดในระยะยาว

3. เข้าถึงลูกค้าที่ต้องการซื้อจริง

การเข้าถึงลูกค้าที่ตั้งใจซื้อสินค้า ด้วยการใช้คีย์เวิร์ดที่จำเพาะเจาะจง เช่น คุณทำเว็บไซต์ขายคอร์สสอนเล่นหุ้น ก็ควรใช้คีย์เวิร์ด สอนเล่นหุ้นมือใหม่ หรือ สอนเล่นหุ้นออนไลน์  ก็จะมีโอกาสได้ลูกค้าเข้าเรียนในคอร์สมากขึ้น กว่าการใช้คีย์เวิร์ดว่า เล่นหุ้น นอกจากนี้ การใช้คีย์เวิร์ดยังใส่ได้ทั้งในการตั้งชื่อคลิปวิดีโอ รูปภาพที่ประกอบในบทความด้วย ก็จะทำให้อันดับ SEO ดีมากขึ้น 

4. ได้ส่วนแบ่งการตลาดที่มากขึ้น

แม้ว่าประเภทธุรกิจที่คุณทำจะมีคู่แข่งอยู่แล้ว แต่การทำ SEO ก็จะช่วยให้คุณได้ส่วนแบ่งการตลาดได้มากขึ้น เพราะการทำ SEO นั้นไม่มีการผูกขาดอันดับ อาศัยเพียงความสม่ำเสมอในการนำเสนอข้อมูลใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและใช้ keyword ที่ตรงกับการค้นหา ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละช่วงเวลา​ จึงสามารถทำให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เช่นกันหากทำ​ SEO​ แล้วได้ผล

5. ขยายตลาดสู่ต่างประเทศได้ง่าย

เนื่องจาก SEO ไม่จำกัดภาษา คุณสามารถทำเว็บไซต์เป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติได้เข้าถึงบทความและสินค้าของธุรกิจได้เช่นกัน จึงเป็นการขยายตลาดสู่ต่างประเทศโดยไม่ต้องเดินทางประชาสัมพันธ์หรือมีหน้าร้านสาขาในต่างประเทศเลย นอกจากนี้ ยังสามารถสร้างพันธมิตรทางการค้ากับชาวต่างชาติด้วยการสร้างลิงก์เชื่อมโยงกัน ทำให้เอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO นั้นมีข้อดีอยู่หลายด้าน หากศึกษาให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งและนำมาปรับใช้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการ ทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้ก้าวไกลยิ่งขึ้นอย่างมาก

post

หนังสือสอน SEO สำหรับมือใหม่!

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีเว็บไซต์มากมายที่สอนวิธีการทำ SEO หรือ Search engine optimization แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นเพียงการสอนเป็นบทความสั้น ๆ ไม่ได้อธิบายไว้โดยละเอียด การอ่านจากหนังสือที่สอนการทำ SEO ตั้งแต่พื้นฐานจึงไม่เพียงช่วยให้เข้าใจหลักการทำ SEO ได้ชัดเจนมากกว่าเท่านั้น แต่ยังสะดวกในการทดลองปฏิบัติด้วย ทั้งนี้หนังสือที่เหมาะสำหรับนักการตลาดมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มหัดทำ SEO มีดังนี้

ดันเว็บไซต์ให้ดังด้วย SEO 2nd Editor หนังสือสอนทำ SEO ตั้งแต่พื้นฐานโดยใช้ Platform ล่าสุดที่ Google พัฒนามาใช้อธิบายให้กับนักการตลาดมือใหม่ เพื่อให้นักการตลาดมือใหม่สามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงสอนวิธีการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับบนหน้าแรกของ Google ภายในเล่มมีเนื้อหาแบ่งย่อยออกเป็น 8 บท เนื้อหาเน้นความรู้พื้นฐานในการทำ SEO เป็นหลัก

ทำ SEO ให้ร้านออนไลน์ เพิ่มยอดขายด้วยเงิน 0 บาท หนังสือสอนทำ SEO ที่ออกแบบมาเพื่อนำไปปรับใช้กับร้านค้าออนไลน์โดยตรง เนื่องจากอาชีพขายของออนไลน์เป็นอาชีพที่มีการแข่งขันสูง การเรียนรู้เทคนิคในการทำ SEO ให้กับร้านค้าออนไลน์จึงเป็นความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อปรับร้านค้าให้ถูกจัดอยู่ในอันดับแรก ๆ ของการค้นหา เนื้อหาภายในเล่มเน้นที่การวิเคราะห์คีย์เวิร์ดและการนำคีย์เวิร์ดไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อร้านค้ามากที่สุด

คัมภีร์ SEO เนื้อหาภายในหนังสือเน้นที่การสอนแบบปฏิบัติ โดยให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ SEO ไปจนถึงการวิเคราะห์เว็บไซต์ การตั้งค่าเว็บไซต์ รวมถึงการเช็ค Backlink ซึ่งเป็นส่วนประกอบเสริมที่มือใหม่ควรรู้ เทคนิคทำให้คะแนนเว็บไซต์สูงเพื่อสร้างเว็บไซต์ที่ Google มองว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้

สูตรลับปรับเว็บให้แรงด้วย SEO หนังสือที่เหมาะสำหรับงานออนไลน์ทุกประเภท เริ่มตั้งแต่การสอนวิธีใช้งานเว็บไซต์ Keyword Search ต่าง ๆ ไปจนถึงการปรับตั้งค่าเว็บไซต์ที่ Google เน้นย้ำมากที่สุดในปัจจุบัน รวมถึงสอนการใช้เครื่องมือฟรีต่าง ๆ ของ Google เทคนิคเกี่ยวกับการทำ Backlink หรือการแลกลิงก์ และเพิ่มเทคนิคการสร้างความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์

เก่ง Keyword + SEO ให้ครบสูตร เนื้อหาภายในหนังสือเน้นเรื่อง Keyword เป็นหลัก โดยสอนตั้งแต่วิธีการหาคีย์เวิร์ดที่ดี การวิเคราะห์คีย์เวิร์ด การใช้เครื่องมือเกี่ยวกับคีย์เวิร์ดพร้อมเทคนิคในการนำคีย์เวิร์ดไปปรับใช้ในการทำ SEO รวมถึงสอนเกี่ยวกับการทำ Google Ads และ Google AdSense ที่เป็นการทำโฆษณาเพื่อสร้างรายได้เข้าสู่เว็บไซต์ด้วย

ในปัจจุบัน SEO หรือ Search Engine Optimization มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการทำเว็บไซต์ การทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จจึงต้องหมั่นหาความรู้และฝึกปฏิบัติบ่อย ๆ พร้อมทั้งหาเทคนิคเพิ่มเติม เพื่อผลักดันเว็บไซต์ให้มีอันดับที่ดีขึ้นไปสู่หน้าแรกหรืออันดับต้น ๆ ได้ตามเป้าหมาย

post

SEO หัวใจสำคัญของการตลาดออนไลน์

เมื่อระบบการค้าขาย และการทำธุรกิจสมัยใหม่ เปลี่ยนมาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ตามยุคดิจิทัล การทำตลาดจึงต้องมีเครื่องมือเฉพาะและแตกต่างไปจากวิธีการเดิม ๆ หากแต่อยู่บนพื้นฐานความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภค หนึ่งในเครื่องมือหลักของการตลาดยุคดิจิทัลนั้น มีคำว่า SEO อยู่ด้วยแน่นอน

SEO เป็นคำย่อมาจาก Search Engine Optimization เป็นวิธีการที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ใน Search Engine ยอดนิยมอย่าง Google หรือ Bing เพื่อให้จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มตาม

ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากผู้คนบนโลกออนไลน์ได้ใช้ Search Engine โดยเฉพาะ Google เพื่อการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ตามความสนใจมากและบ่อย ไม่น้อยไปกว่า สื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook, Instagram และ Line ล่าสุดมีการรายงานข้อมูลว่าแต่ละวันจะมีคนค้นหาข้อมูลบน Google มากกว่า 3,500,000,000 ครั้ง หรือ 40,000 ครั้ง/วินาที ทั้งการหาข้อมูลสำหรับซื้อสินค้า,ข้อมูลร้านอาหาร ท่องเที่ยว และการจ้างงาน เว็บไซต์ที่สามารถแสดงข้อมูลเป็นอันดับต้น ๆ ของ Googleได้ จึงถือเป็นเว็บไซต์ที่มีจำนวนผู้เข้าชมเป็นจำนวนมหาศาลด้วยเช่นกัน หากจะให้เห็นภาพชัด ๆ ก็คงเปรียบได้กับเป็นร้านค้าที่อยู่ในทำเลทอง มีคนเดินผ่านไปมาตลอดเวลา ซึ่งทำให้ผู้คนเหล่านี้ได้เห็นสินค้าโดยไม่ต้องทำโฆษณาเลย

แล้วเจ้าของเว็บไซต์ควรทำ SEO อย่างไร ?

คำตอบง่าย ๆ คือต้องทำเว็บไซต์ให้ตรงตามเกณฑ์การของ Google ให้มากที่สุด โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสิ่งที่ Googleให้ความสำคัญมากเป็นลำดับต้น ๆ คือเรื่อง เนื้อหา โครงสร้างและความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ โดยมีคำแนะนำถึงวิธีการและ เทคนิค SEO เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมคุณภาพให้กับเว็บไซต์ หลายเรื่องได้แก่

คีย์เวิร์ด (Keyword) ถือเป็นหัวใจสำคัญของเนื้อหาที่ปรากฏบนเว็บไซต์ คีย์เวิร์ด จะต้องสามารถสื่อความหมายได้อย่างชัดเจนว่าเว็บไซต์นั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร และจำเป็นต้องระบุคีย์เวิร์ดในจุดต่าง ๆ ของเนื้อหาอย่างเหมาะสม

ความเร็ว ในการเปิดเนื้อหาเว็บไซต์ (Speed) ต้องมากพอ เนื่องจาก ผู้คนให้ความสำคัญกับการเปิดเนื้อหาเว็บไซต์ที่มีความรวดเร็วมากกว่า เรื่องของความเร็วนี้ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ Google นำมาใช้คำนวณการจัดลำดับตำแหน่งผลการค้นหาเว็บไซต์ด้วย

ต้องรองรับการทำงานของแท็บเล็ตและ มือถือ (Responsive) เพราะทั้งสองอย่างนี้เป็นช่องทางการค้นหาเว็บไซต์และข้อมูลที่เติบโตอย่างรวดเร็วกว่าการค้นหาผ่านคอมพิวเตอร์

สร้างความเด่นให้กับรูปภาพ (Image) เนื่องจากมีการค้นหารูปภาพผ่าน Google มากขึ้น เจ้าของเว็บไซต์จึงต้องหาวิธีการช่วยให้รูปภาพเป็นที่รู้จักด้วย รูปภาพที่นำมาใช้บนเว็บไซต์ควรมีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ และควรใช้นามสกุลของรูปภาพให้ทันสมัย

นอกจากนี้ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับเว็บไซต์ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัย (Security) ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ Google ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการมีระบบป้องกันการเข้าโจมตีของแฮกเกอร์ (Hacker)

เทคนิคและเคล็ดลับของ SEO เหล่านี้ หากถูกนำไปใช้อย่างเหมาะสมก็จะทำให้ตำแหน่งการค้นหาเว็บไซต์ใน Search engine อยู่ในลำดับต้น ๆ ได้ไม่ยาก

แล้วเจ้าของเว็บไซต์ควรทำ SEO อย่างไร

post

ข้อดีและข้อจำกัดเกี่ยวกับ SEO ที่ทุกคนควรรู้

SEO หรือ search engine optimization เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้คนทำเว็บไซต์รุ่นใหม่ศึกษา และพัฒนาให้อันดับในการสืบค้นผ่าน Google ดีขึ้น เพื่อได้ผลลัพธ์ที่ดี คือ เพิ่มยอดขายและทำให้มีลูกค้ามากขึ้นต่อเนื่อง

แต่การทำ SEO ก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ซึ่งเราได้รวบรวมมาฝากกัน เพื่อให้ทุกท่านได้เข้าได้และคาดหวังผลได้ถูกต้องก่อนการเริ่มทำ ดังนี้

1. การทำ SEO ไม่จำเป็นต้องจ้าง

การทำ SEO สามารถเรียนรู้ทำได้ด้วยตนเองโดยการอ่านจากหนังสือเข้าคอร์สและเรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรง จะทำให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้างบริษัทเอกชนได้ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเปิดร้านค้าออนไลน์ที่มีต้นทุนน้อย ควรลดต้นทุนให้มากที่สุด

แต่หากเป็นเว็บไซต์ใหญ่ ๆ หรือเจ้าของกิจการที่ต้องทำงานหลายอย่างพร้อม ๆ กัน เช่น การบริหาร การวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ฯลฯ ก็อาจเลือกจ้างทำ SEO ถ้าประเมินแล้วคุ้มค่าเวลามากกว่า

2. จ้างโฆษณา SEM เสริมได้

การทำโฆษณา SEM หรือ search engine Marketing เป็นการประมูลพื้นที่โฆษณาในหน้าผลการค้นหาของ Google ให้ปรากฏในอันดับต้น ๆ และต้องมีการประมูลพื้นที่ระหว่างหลาย ๆ เว็บไซต์ที่ต้องการใช้ keyword เดียวกัน เป็นสิ่งที่ควรทำเสริมกับ SEO เฉพาะช่วงที่มีโปรโมชั่นสินค้าใหม่ ๆ ที่ต้องการกระตุ้นยอดขาย โดยประเมินแล้วว่ารายได้จะคุ้มค่ากับรายจ่ายนี้

อย่างไรก็ตาม แม้จะทำ SEO อย่างเดียว เว็บไซต์คุณก็มีอันดับที่ดีและมียอดขายสูงได้ เพียงอาศัยความสม่ำเสมอในการทำ หากคุณเป็นบริษัทที่มีงบประมาณน้อย ไม่ต้องการลงทุนมาก แนะนำให้ทำ SEO เป็นหลักจนเข้าใจภาวะเสถียรของการตลาดออนไลน์ในสายธุรกิจตัวเอง หากมีงบประมาณเหลือจึงค่อยทำ SEM เสริม

3. ต้องใช้ระยะเวลาสะสมข้อมูล

การทำ SEO ต้องให้ระบบ algorithm ของ Google มาเก็บข้อมูลสำรวจเป็นระยะ โดยต้องเข้าไปใน Google search Console ลงทะเบียนยืนยันตัวตนและแจ้งโดเมนที่ต้องการให้ Google มาเก็บข้อมูลก่อน

การทำ SEO ต้องอาศัยระยะเวลาเห็นผลโดยเฉลี่ย 3 ถึง 6 เดือนสำหรับธุรกิจทั่วไป และอาจมากถึง 1 ปี สำหรับธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง เพื่อให้อันดับ average position เปลี่ยนแปลง ต่างจากการจ้างทำโฆษณาซึ่งเห็นผลในช่วงไม่กี่วัน

4. เสริมภาพลักษณ์ธุรกิจ

การทำ SEO จะช่วยให้เว็บไซต์คุณดูทันสมัยและมีเอกลักษณ์ขึ้น เนื่องจากต้องมีการทำทั้งโครงสร้างเว็บไซต์ให้สวยงามใช้ง่าย ในระบบโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ การเชื่อมโยงลิงก์กับเพจหรือเว็บไซต์อื่น ๆ การใส่เนื้อหาที่มี keyword น่าสนใจตรงกับการสืบค้น ฯลฯ

การปรับปรุงองค์ประกอบเหล่านี้อยู่เสมอ จะทำให้แบรนด์ดูทันสมัยและมียอดขายที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนด้วย

จะเห็นได้ว่า SEO มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด การเรียนรู้ให้เข้าใจหลักการและนำมาพัฒนาเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการทำการตลาดรูปแบบอื่น ๆ จะทำให้คุณมีโอกาสประสบความสำเร็จในธุรกิจมากยิ่งขึ้นได้

การทำ SEO ก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด

post

กลยุทธ์การใช้คีย์เวิร์ดเพิ่มประสิทธิภาพการทำ SEO

เว็บไซต์มีการแข่งขันกันตลอดเวลา การจัดอันดับเว็บใน Google จึงปรับเลื่อนขึ้นและลงอยู่เสมอ ใครหยุดนิ่งอยู่กับที่ก็มีแต่ละถูกลดอันดับลงไปเรื่อย ๆ สิ่งที่ทำให้การจัดอันดับดีขึ้นมีหลายปัจจัยด้วยกัน บทความคือองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้าเป้าหมายเข้าใจธุรกิจและสินค้าเพิ่มขึ้น มีโอกาสรู้จักแบรนด์และกระตุ้นยอดขายมากขึ้น ไม่เฉพาะการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพหรืออัปเดตคอนเทนต์ใหม่ ๆ เท่านั้น การวิจัยคีย์เวิร์ดก็เป็นขั้นตอนจำเป็นเพื่อดึงดูดผู้เข้าชมและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือค้นหา ช่วยให้การตลาดออนไลน์ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

การเลือกคำหลักและใส่ลงในบทความจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรรู้ มีคำแนะนำมาฝากกันดังนี้

1.ค้นหาคำหลักที่เหมาะสม

การเลือกคีย์เวิร์ดเป็นขั้นตอนสำคัญในการเขียนบทความเพื่อทำ SEO โดยพิจารณาคำที่ตรงกับธุรกิจและอุตสาหกรรม สินค้าและบริการ ก่อนอื่นจะต้องรู้ว่าคำหลักคำใดดีที่สุดสำหรับเว็บไซต์เพื่อใช้เป็นตัวหลักในบทความ ส่วนคำอื่น ๆ เป็นคำรองที่สลับกันได้ในแต่ละบท มีเครื่องมือฟรีมากมายช่วยทำการวิจัยคำหลัก เช่น Google Keyword หรือเครื่องมือยอดนิยมที่ต้องเสียเงิน เช่น AHREFS, Semrush, Woorank

โดยคำหลักที่ดีต้องไม่มีการแข่งขันสูงเกินไป ตัวอย่างเช่น “ช่างซ่อมรถยนต์” เป็นคำทั่วไปที่จะปรากฏคำค้นหาจำนวนมาก ควรเลือกคำหลักที่เฉพาะเจาะจงกว่านั้น เช่น “ช่างซ่อมรถยนต์ในเขตปทุมวัน กรุงเทพฯ” นอกจากนี้ยังใช้คำหลักที่มีความยาว 3-4 คำขึ้นไปเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและสะดวกกับเครื่องมือค้นหาด้วย เช่น “วิธีตรวจเช็คสภาพรถยนต์เบื้องต้น” หรือ “จุดตรวจเช็ครถก่อนเดินทางไกล” และ “การตรวจระดับน้ำมันต่าง ๆ ” สามารถใส่ลงในหัวข้อบทความได้เลย ทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายค้นพบบทความและเว็บไซต์ได้ง่าย สามารถติดต่อขอข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมในภายหลัง

2.ใช้คำหลักในตำแหน่งที่ถูกต้อง

เมื่อค้นพบคำหลักตรงเป้าหมายแล้วให้ใช้เพียง 1-2 คีย์เวิร์ดในแต่ละบทความ ตำแหน่งที่เหมาะสมคือพาดหัวบทความ ย่อหน้าแรก ส่วนที่เหลือกระจายไปในแต่ละย่อหน้า และย่อหน้าสุดท้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เครื่องมือค้นหามีการรวบรวมข้อมูลทำให้รู้ว่าโพสต์นั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ถ้าบทความค่อนข้างสั้นไม่จำเป็นต้องใส่คีย์เวิร์ดถี่เกินไป อย่างน้อยควรมี 1 คำในย่อหน้าแรกที่เป็นคำนำ และอีก 1 คำในย่อหน้าสุดท้ายที่เป็นบทสรุป คีย์เวิร์ดจะต้องกลมกลืนไปกับเนื้อหาอย่างเป็นธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้คำที่ไม่เกี่ยวข้องหรือคำศัพท์เฉพาะอย่างเช่นศัพท์ทางเทคนิคและวิศวกรรมต่าง ๆ ซึ่งยากเกินไปไม่มีประโยชน์กับการทำ SEO แนะนำให้เลือกคำทั่วไปที่คนส่วนใหญ่ใช้ในการค้นหาข้อมูล สุดท้ายตรวจสอบให้แน่ใจว่าคำหลักนั้นมีอยู่ใน URL และ Meta Tag ซึ่งเป็นคำอธิบายรายละเอียดของเนื้อหาในหน้าเว็บนั้น เพื่อสร้างเส้นทางให้ผู้ค้นหาพบเห็นและคลิกเพื่ออ่านบทความเต็ม

การเขียนบทความที่กระชับ เพิ่มหัวข้อย่อยและมีย่อหน้าเล็ก ๆ จะเพิ่มประสิทธิภาพของหน้าเว็บให้อ่านง่ายบนหน้าจออุปกรณ์มือถือ ซึ่งทาง Google เริ่มให้ความสำคัญในการจัดอันดับหน้าเว็บยอดนิยมเมื่อเร็ว ๆ นี้ เนื้อหาที่อ่านง่าย มีขนาดที่เหมาะสมสำหรับหน้าจอ ถือว่าตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างยอดเยี่ยมจะได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้นด้วย

การเลือกคำหลักและใส่ลงในบทความ