post

ข้อดีและข้อจำกัดเกี่ยวกับ SEO ที่ทุกคนควรรู้

SEO หรือ search engine optimization เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้คนทำเว็บไซต์รุ่นใหม่ศึกษา และพัฒนาให้อันดับในการสืบค้นผ่าน Google ดีขึ้น เพื่อได้ผลลัพธ์ที่ดี คือ เพิ่มยอดขายและทำให้มีลูกค้ามากขึ้นต่อเนื่อง

แต่การทำ SEO ก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ซึ่งเราได้รวบรวมมาฝากกัน เพื่อให้ทุกท่านได้เข้าได้และคาดหวังผลได้ถูกต้องก่อนการเริ่มทำ ดังนี้

1. การทำ SEO ไม่จำเป็นต้องจ้าง

การทำ SEO สามารถเรียนรู้ทำได้ด้วยตนเองโดยการอ่านจากหนังสือเข้าคอร์สและเรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรง จะทำให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้างบริษัทเอกชนได้ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเปิดร้านค้าออนไลน์ที่มีต้นทุนน้อย ควรลดต้นทุนให้มากที่สุด

แต่หากเป็นเว็บไซต์ใหญ่ ๆ หรือเจ้าของกิจการที่ต้องทำงานหลายอย่างพร้อม ๆ กัน เช่น การบริหาร การวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ฯลฯ ก็อาจเลือกจ้างทำ SEO ถ้าประเมินแล้วคุ้มค่าเวลามากกว่า

2. จ้างโฆษณา SEM เสริมได้

การทำโฆษณา SEM หรือ search engine Marketing เป็นการประมูลพื้นที่โฆษณาในหน้าผลการค้นหาของ Google ให้ปรากฏในอันดับต้น ๆ และต้องมีการประมูลพื้นที่ระหว่างหลาย ๆ เว็บไซต์ที่ต้องการใช้ keyword เดียวกัน เป็นสิ่งที่ควรทำเสริมกับ SEO เฉพาะช่วงที่มีโปรโมชั่นสินค้าใหม่ ๆ ที่ต้องการกระตุ้นยอดขาย โดยประเมินแล้วว่ารายได้จะคุ้มค่ากับรายจ่ายนี้

อย่างไรก็ตาม แม้จะทำ SEO อย่างเดียว เว็บไซต์คุณก็มีอันดับที่ดีและมียอดขายสูงได้ เพียงอาศัยความสม่ำเสมอในการทำ หากคุณเป็นบริษัทที่มีงบประมาณน้อย ไม่ต้องการลงทุนมาก แนะนำให้ทำ SEO เป็นหลักจนเข้าใจภาวะเสถียรของการตลาดออนไลน์ในสายธุรกิจตัวเอง หากมีงบประมาณเหลือจึงค่อยทำ SEM เสริม

3. ต้องใช้ระยะเวลาสะสมข้อมูล

การทำ SEO ต้องให้ระบบ algorithm ของ Google มาเก็บข้อมูลสำรวจเป็นระยะ โดยต้องเข้าไปใน Google search Console ลงทะเบียนยืนยันตัวตนและแจ้งโดเมนที่ต้องการให้ Google มาเก็บข้อมูลก่อน

การทำ SEO ต้องอาศัยระยะเวลาเห็นผลโดยเฉลี่ย 3 ถึง 6 เดือนสำหรับธุรกิจทั่วไป และอาจมากถึง 1 ปี สำหรับธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง เพื่อให้อันดับ average position เปลี่ยนแปลง ต่างจากการจ้างทำโฆษณาซึ่งเห็นผลในช่วงไม่กี่วัน

4. เสริมภาพลักษณ์ธุรกิจ

การทำ SEO จะช่วยให้เว็บไซต์คุณดูทันสมัยและมีเอกลักษณ์ขึ้น เนื่องจากต้องมีการทำทั้งโครงสร้างเว็บไซต์ให้สวยงามใช้ง่าย ในระบบโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ การเชื่อมโยงลิงก์กับเพจหรือเว็บไซต์อื่น ๆ การใส่เนื้อหาที่มี keyword น่าสนใจตรงกับการสืบค้น ฯลฯ

การปรับปรุงองค์ประกอบเหล่านี้อยู่เสมอ จะทำให้แบรนด์ดูทันสมัยและมียอดขายที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนด้วย

จะเห็นได้ว่า SEO มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด การเรียนรู้ให้เข้าใจหลักการและนำมาพัฒนาเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการทำการตลาดรูปแบบอื่น ๆ จะทำให้คุณมีโอกาสประสบความสำเร็จในธุรกิจมากยิ่งขึ้นได้

การทำ SEO ก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด

post

กลยุทธ์การใช้คีย์เวิร์ดเพิ่มประสิทธิภาพการทำ SEO

เว็บไซต์มีการแข่งขันกันตลอดเวลา การจัดอันดับเว็บใน Google จึงปรับเลื่อนขึ้นและลงอยู่เสมอ ใครหยุดนิ่งอยู่กับที่ก็มีแต่ละถูกลดอันดับลงไปเรื่อย ๆ สิ่งที่ทำให้การจัดอันดับดีขึ้นมีหลายปัจจัยด้วยกัน บทความคือองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้าเป้าหมายเข้าใจธุรกิจและสินค้าเพิ่มขึ้น มีโอกาสรู้จักแบรนด์และกระตุ้นยอดขายมากขึ้น ไม่เฉพาะการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพหรืออัปเดตคอนเทนต์ใหม่ ๆ เท่านั้น การวิจัยคีย์เวิร์ดก็เป็นขั้นตอนจำเป็นเพื่อดึงดูดผู้เข้าชมและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือค้นหา ช่วยให้การตลาดออนไลน์ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

การเลือกคำหลักและใส่ลงในบทความจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรรู้ มีคำแนะนำมาฝากกันดังนี้

1.ค้นหาคำหลักที่เหมาะสม

การเลือกคีย์เวิร์ดเป็นขั้นตอนสำคัญในการเขียนบทความเพื่อทำ SEO โดยพิจารณาคำที่ตรงกับธุรกิจและอุตสาหกรรม สินค้าและบริการ ก่อนอื่นจะต้องรู้ว่าคำหลักคำใดดีที่สุดสำหรับเว็บไซต์เพื่อใช้เป็นตัวหลักในบทความ ส่วนคำอื่น ๆ เป็นคำรองที่สลับกันได้ในแต่ละบท มีเครื่องมือฟรีมากมายช่วยทำการวิจัยคำหลัก เช่น Google Keyword หรือเครื่องมือยอดนิยมที่ต้องเสียเงิน เช่น AHREFS, Semrush, Woorank

โดยคำหลักที่ดีต้องไม่มีการแข่งขันสูงเกินไป ตัวอย่างเช่น “ช่างซ่อมรถยนต์” เป็นคำทั่วไปที่จะปรากฏคำค้นหาจำนวนมาก ควรเลือกคำหลักที่เฉพาะเจาะจงกว่านั้น เช่น “ช่างซ่อมรถยนต์ในเขตปทุมวัน กรุงเทพฯ” นอกจากนี้ยังใช้คำหลักที่มีความยาว 3-4 คำขึ้นไปเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและสะดวกกับเครื่องมือค้นหาด้วย เช่น “วิธีตรวจเช็คสภาพรถยนต์เบื้องต้น” หรือ “จุดตรวจเช็ครถก่อนเดินทางไกล” และ “การตรวจระดับน้ำมันต่าง ๆ ” สามารถใส่ลงในหัวข้อบทความได้เลย ทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายค้นพบบทความและเว็บไซต์ได้ง่าย สามารถติดต่อขอข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมในภายหลัง

2.ใช้คำหลักในตำแหน่งที่ถูกต้อง

เมื่อค้นพบคำหลักตรงเป้าหมายแล้วให้ใช้เพียง 1-2 คีย์เวิร์ดในแต่ละบทความ ตำแหน่งที่เหมาะสมคือพาดหัวบทความ ย่อหน้าแรก ส่วนที่เหลือกระจายไปในแต่ละย่อหน้า และย่อหน้าสุดท้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เครื่องมือค้นหามีการรวบรวมข้อมูลทำให้รู้ว่าโพสต์นั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ถ้าบทความค่อนข้างสั้นไม่จำเป็นต้องใส่คีย์เวิร์ดถี่เกินไป อย่างน้อยควรมี 1 คำในย่อหน้าแรกที่เป็นคำนำ และอีก 1 คำในย่อหน้าสุดท้ายที่เป็นบทสรุป คีย์เวิร์ดจะต้องกลมกลืนไปกับเนื้อหาอย่างเป็นธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้คำที่ไม่เกี่ยวข้องหรือคำศัพท์เฉพาะอย่างเช่นศัพท์ทางเทคนิคและวิศวกรรมต่าง ๆ ซึ่งยากเกินไปไม่มีประโยชน์กับการทำ SEO แนะนำให้เลือกคำทั่วไปที่คนส่วนใหญ่ใช้ในการค้นหาข้อมูล สุดท้ายตรวจสอบให้แน่ใจว่าคำหลักนั้นมีอยู่ใน URL และ Meta Tag ซึ่งเป็นคำอธิบายรายละเอียดของเนื้อหาในหน้าเว็บนั้น เพื่อสร้างเส้นทางให้ผู้ค้นหาพบเห็นและคลิกเพื่ออ่านบทความเต็ม

การเขียนบทความที่กระชับ เพิ่มหัวข้อย่อยและมีย่อหน้าเล็ก ๆ จะเพิ่มประสิทธิภาพของหน้าเว็บให้อ่านง่ายบนหน้าจออุปกรณ์มือถือ ซึ่งทาง Google เริ่มให้ความสำคัญในการจัดอันดับหน้าเว็บยอดนิยมเมื่อเร็ว ๆ นี้ เนื้อหาที่อ่านง่าย มีขนาดที่เหมาะสมสำหรับหน้าจอ ถือว่าตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างยอดเยี่ยมจะได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้นด้วย

การเลือกคำหลักและใส่ลงในบทความ