post

หนังสือสอน SEO สำหรับมือใหม่!

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีเว็บไซต์มากมายที่สอนวิธีการทำ SEO หรือ Search engine optimization แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นเพียงการสอนเป็นบทความสั้น ๆ ไม่ได้อธิบายไว้โดยละเอียด การอ่านจากหนังสือที่สอนการทำ SEO ตั้งแต่พื้นฐานจึงไม่เพียงช่วยให้เข้าใจหลักการทำ SEO ได้ชัดเจนมากกว่าเท่านั้น แต่ยังสะดวกในการทดลองปฏิบัติด้วย ทั้งนี้หนังสือที่เหมาะสำหรับนักการตลาดมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มหัดทำ SEO มีดังนี้

ดันเว็บไซต์ให้ดังด้วย SEO 2nd Editor หนังสือสอนทำ SEO ตั้งแต่พื้นฐานโดยใช้ Platform ล่าสุดที่ Google พัฒนามาใช้อธิบายให้กับนักการตลาดมือใหม่ เพื่อให้นักการตลาดมือใหม่สามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงสอนวิธีการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับบนหน้าแรกของ Google ภายในเล่มมีเนื้อหาแบ่งย่อยออกเป็น 8 บท เนื้อหาเน้นความรู้พื้นฐานในการทำ SEO เป็นหลัก

ทำ SEO ให้ร้านออนไลน์ เพิ่มยอดขายด้วยเงิน 0 บาท หนังสือสอนทำ SEO ที่ออกแบบมาเพื่อนำไปปรับใช้กับร้านค้าออนไลน์โดยตรง เนื่องจากอาชีพขายของออนไลน์เป็นอาชีพที่มีการแข่งขันสูง การเรียนรู้เทคนิคในการทำ SEO ให้กับร้านค้าออนไลน์จึงเป็นความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อปรับร้านค้าให้ถูกจัดอยู่ในอันดับแรก ๆ ของการค้นหา เนื้อหาภายในเล่มเน้นที่การวิเคราะห์คีย์เวิร์ดและการนำคีย์เวิร์ดไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อร้านค้ามากที่สุด

คัมภีร์ SEO เนื้อหาภายในหนังสือเน้นที่การสอนแบบปฏิบัติ โดยให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ SEO ไปจนถึงการวิเคราะห์เว็บไซต์ การตั้งค่าเว็บไซต์ รวมถึงการเช็ค Backlink ซึ่งเป็นส่วนประกอบเสริมที่มือใหม่ควรรู้ เทคนิคทำให้คะแนนเว็บไซต์สูงเพื่อสร้างเว็บไซต์ที่ Google มองว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้

สูตรลับปรับเว็บให้แรงด้วย SEO หนังสือที่เหมาะสำหรับงานออนไลน์ทุกประเภท เริ่มตั้งแต่การสอนวิธีใช้งานเว็บไซต์ Keyword Search ต่าง ๆ ไปจนถึงการปรับตั้งค่าเว็บไซต์ที่ Google เน้นย้ำมากที่สุดในปัจจุบัน รวมถึงสอนการใช้เครื่องมือฟรีต่าง ๆ ของ Google เทคนิคเกี่ยวกับการทำ Backlink หรือการแลกลิงก์ และเพิ่มเทคนิคการสร้างความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์

เก่ง Keyword + SEO ให้ครบสูตร เนื้อหาภายในหนังสือเน้นเรื่อง Keyword เป็นหลัก โดยสอนตั้งแต่วิธีการหาคีย์เวิร์ดที่ดี การวิเคราะห์คีย์เวิร์ด การใช้เครื่องมือเกี่ยวกับคีย์เวิร์ดพร้อมเทคนิคในการนำคีย์เวิร์ดไปปรับใช้ในการทำ SEO รวมถึงสอนเกี่ยวกับการทำ Google Ads และ Google AdSense ที่เป็นการทำโฆษณาเพื่อสร้างรายได้เข้าสู่เว็บไซต์ด้วย

ในปัจจุบัน SEO หรือ Search Engine Optimization มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการทำเว็บไซต์ การทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จจึงต้องหมั่นหาความรู้และฝึกปฏิบัติบ่อย ๆ พร้อมทั้งหาเทคนิคเพิ่มเติม เพื่อผลักดันเว็บไซต์ให้มีอันดับที่ดีขึ้นไปสู่หน้าแรกหรืออันดับต้น ๆ ได้ตามเป้าหมาย

post

จะทำ SEO แบบสายดำหรือสายขาวดี?

แน่นอนว่าการทำ SEO นั้นมีทั้งสายดำหรือ black hat และสายขาวหรือที่เราเรียกว่า white hat นั่นเอง โดยการทำ SEO ทั้ง 2 แบบนี้มีความแตกต่างกันเล็กน้อย แต่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาลเลยล่ะ ถ้าอยากรู้ว่าจะเลือกใช้วิธีของสายดำหรือสายขาวดีกว่ากัน เรามาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันได้เลย

ทำ SEO วิธีของสายดำหรือสายขาวดี

ใคร ๆ ก็รู้ว่า SEO สายดำได้คะแนนไวแต่ก็ตายไปจาก search engine ไว

แน่นอนว่าการทำ SEO สายดำ เป็นการเน้นที่ปริมาณจึงทำให้เกิด traffic ได้อย่างรวดเร็วและเป็นจำนวนมากโดยที่ไม่ต้องใช้เวลานานมาก แต่ในทางตรงกันข้ามของระยะยาวนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะจะโดน Google จับได้และจัดการล้างบางไปเป็นระยะ ๆ

SEO สายขาวทำได้ช้าแต่ได้พร้าเล่มงาม

แม้ว่าสายขาวจะใช้เวลาในการทำ SEO นานกว่า แถมยังต้องมีวิธีการวัดคะแนนหลายอย่างจนคนทำ SEO ท้อไปบ้าง แต่ในระยะยาวนั้น สายขาวจะอยู่ได้นานกว่าและมีโอกาสที่จะเติบโตได้มากกว่าสายดำหลายเท่า

สายดำกลายเป็นสิ่งที่ search engine บอกไว้เลยว่าเป็น spam

ตัวอย่างของการทำ SEO ที่ Google อาจให้เป็น spam ก็คือการทำ backlink โดยการโพสต์เนื้อหาบนเว็บบอร์ดที่ไม่อนุญาตให้มีการทำโฆษณาหรือแปะ link ที่ไม่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกระทู้นั่นเอง

search engine สนับสนุนให้มีการทำ content ที่มีคุณภาพซึ่งเป็นวิถีของสายขาว

การทำ content ถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำ SEO เลยล่ะ ซึ่งเป็นวิถีการทำ SEO ของสายขาวและ search engine เองก็ชื่นชอบ content ที่มีความเป็น unique สดใหม่ น่าอ่านและมีคุณภาพด้วยเช่นกัน

ค่าจ้างคนทำ SEO สายดำอาจถูกกว่า แต่มูลค่าก็ลดลงตามหรืออาจไม่มีเลย

อย่างที่เราบอกไปแล้วว่าการทำ SEO สายดำนั้นจะเป็นการเน้นปริมาณล้วน ๆ แต่ไม่มีการกำหนดคุณภาพของผลงานที่ได้ ฉะนั้นหากคุณคาดหวังให้เว็บไซต์ของคุณเกิดมูลค่าด้วยการทำ SEO สายดำนั้น ถือเป็นความคิดที่ผิดที่ต้องรีบเปลี่ยนแล้วล่ะ

อัลกอริทึมของ search engine มีช่องโหว่น้อยลง

การทำ SEO สายดำนั้นจะเป็นการใช้ช่องโหว่ของ search engine มาใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่ยิ่งเทคโนโลยีของเราก้าวหน้าไปเท่าไหร่ ช่องโหว่เหล่านี้ก็ถูกปิดลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้สายดำมีโอกาสในการแงะช่องโหว่ของ search engine น้อยลง

พอมาถึงตรงนี้แล้ว คุณได้เห็นแล้วว่าการทำ SEO ของแต่ละสายนั้นให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน โดยมีแนวทางและวิธีการที่แตกต่างกัน เอาล่ะ! ทีนี้ก็ถึงตาคุณแล้วว่าจะเลือกทำ SEO แบบสายดำหรือสายขาวดี?

จะทำ SEO แบบสายดำหรือสายขาวดี

post

ผลลัพธ์ที่ได้เมื่อธุรกิจทำ SEO ติดอันดับบนโลกออนไลน์

การทำธุรกิจไม่ใช่แค่มีหน้าร้านอีกต่อไป เพราะสมัยนี้คนที่ไม่ได้ลงทุนหน้าร้านกลับประสบความสำเร็จได้มากกว่า เหตุผลหลักอย่างหนึ่งคือ พวกเขาไม่จำเป็นต้องลงทุนค่าเช่า ค่าตกแต่งสถานที่ต่าง ๆ จึงช่วยประหยัดงบประมาณตรงนี้ไปได้พอสมควร แต่การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเพราะต้องรู้จักการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับด้วย คำถามคือเมื่อทำ SEO จนเว็บติดอันดับต้น ๆ แล้ว จะมีผลดีอย่างไรกับธุรกิจ นี่คือคำตอบ

เว็บติดอันดับมีผลดีกับธุรกิจอย่างไร

มีกลุ่มเป้าหมายที่พร้อมเปลี่ยนเป็นลูกค้ามากขึ้น

การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์นั้น ไม่เชิงเป็นการโฆษณาเต็มตัว แต่คล้ายกับว่าถ้าเว็บของคุณอยู่อันดับบน ๆ ของหน้าแรก Google ได้นานเท่าไหร่ โอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะเข้ามาในหน้าเว็บจนเกิดความสนใจและเปลี่ยนเป็นลูกค้าในอนาคตมีสูงมาก แถมยังวัดผลได้ชัดเจนว่าการทำเว็บแบบไหนได้ผลดี การทำแบบไหนควรแก้ไข เรียกว่าปรับเปลี่ยนได้ง่ายและทำให้ลูกค้ามีหลากหลายกลุ่มมากขึ้นกว่าเดิม

ธุรกิจกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น

แม้จะไม่ได้มีคนเป็นลูกค้าทันที แต่ชื่อเสียงของธุรกิจที่มีเว็บติดอันดับบนโลกออนไลน์จะทำให้คนรู้จักมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น มีการค้นหาร้านขายกีตาร์สักร้าน ชื่อร้านของคุณจะติดอันดับอยู่บ่อย ๆ แม้ว่าคนที่พบเว็บไซต์ของคุณนั้นอาจไม่ได้ให้ความสนใจโดยตรง แต่ถ้ามีเพื่อนหรือคนรู้จักที่ต้องการซื้อกีตาร์ เขาจะสามารถแนะนำร้านของคุณให้ได้ กลายเป็นอีกช่องทางที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักเว็บไซต์ของคุณมากขึ้นนั่นเอง

ยอดขายสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อมีลูกค้า มีคนบอกต่อ ย่อมทำให้ยอดขายสูงขึ้นได้เป็นเรื่องปกติ แต่ทั้งนี้คุณต้องพยายามรักษาอันดับของเว็บเอาไว้ให้ดีเสมอ เพราะวันหนึ่งลูกค้าเกิดค้นหาขึ้นมาแล้วไม่เจอ จะทำให้รู้สึกว่าคุณภาพธุรกิจของคุณลดลง จนอาจเปลี่ยนใจไปซื้อกับเจ้าอื่นแทนได้ ตรงนี้สำคัญคือ อย่าดีใจจนเกินเหตุว่าเว็บติดอันดับ SEO มีคนซื้อเยอะ ยอดขายเพิ่ม เพราะมันอันตรายในอนาคตถ้าไม่พัฒนาต่อไป

โอกาสประสบความสำเร็จมีสูง

ท้ายที่สุดเมื่อเว็บมีอันดับที่ดี มียอดขายพุ่งสูงขึ้น มีคนรู้จักในวงกว้าง ก็จะทำให้ธุรกิจมีโอกาสประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการด้วย เพราะเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้นก็ต้องรู้วิธีทำงานที่ถูกหลักเพื่อให้สามารถเดินไปข้างหน้าต่อได้อย่างราบรื่น ไร้อุปสรรคหรือปัญหาใหญ่ที่เข้ามากวนใจ

เห็นได้ชัดว่าผลลัพธ์ของการทำธุรกิจให้มีเว็บไซต์ติดอันดับ SEO ท้ายที่สุดคือการทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ในยุคนี้การทำ SEO จึงมีความสำคัญมาก ๆ อย่ามองข้าม หรือมั่นใจไปเองว่าการตลาดรูปแบบเดิม ๆ จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จเสมอไป การปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีใหม่ ๆ จึงจะมีโอกาสสร้างผลกำไรให้กับธุรกิจได้

เว็บติดอันดับมีผลดีกับธุรกิจอย่างไร

post

SEO สายดำ ทำแล้วดีจริงหรือ

การทำ SEO เป็นเทคนิคในการทำให้เว็บไซต์ของธุรกิจ ติดอันดับหน้าหนึ่งบน Search Engine ซึ่งเทคนิคที่นักการตลาดออนไลน์ส่วนใหญ่ใช้จะเป็นการหา Keyword ที่มีกลุ่มเป้าหมายค้นหาเยอะแล้วนำมาเขียนเป็นบทความ SEO ที่มีจำนวนคำตั้งแต่ 300 คำขึ้นไป และต้องเป็นบทความที่มีสาระหรือเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน โดยต้องโพสต์เป็นประจำวันละ 1 บทความเป็นอย่างน้อยติดต่อกันประมาณ 1 – 2 เดือน ซึ่งหากการแข่งขันใน Keyword ที่นำมาใช้ไม่สูงเกินไปก็อาจทำให้ติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine ได้ไวขึ้น

แต่สำหรับการทำ SEO ใน Keyword ที่มีการแข่งขันสูง เช่น กลุ่มคำเกี่ยวกับปัญหาผิวหน้า ผิวกาย หรือสัตว์เลี้ยง เป็นต้น การทำ SEO สายขาวอย่างข้างต้นอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine หรือไม่แน่ว่าอาจจะไม่มีทางสู้ ทำให้นักการตลาดออนไลน์หลายคนหันไปพึ่งการทำ SEO สายดำ เพราะช่วยให้การติดอันดับหน้าแรกบน Search Engine ได้เร็ว แม้จะต้องทำหลายอย่างที่เป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดของ Search Engine

วิธีการทำ SEO สายดำ (ที่ไม่ควรทำ) มีดังนี้

การทำ Backlink มากเกินไปในระยะเวลาอันสั้นอาจทำให้ Search Engine เห็นว่ามีการทำ SEO ที่มากเกินไป ซึ่งในครั้งแรกที่ถูก Search Engine ตรวจจับได้ Search Engine จะส่งข้อความเตือนเพื่อให้หยุดการกระทำดังกล่าว ซึ่งหาก Search Engine พบว่ายังมีอยู่เว็บไซต์ก็จะตกอันดับลงและถูกมองว่าเป็นเว็บไซต์ไม่น่าเชื่อถือ

การแลกลิงก์กับเว็บไซต์ที่ไม่ใช่เว็บที่มีเนื้อหาหรือ keyword ที่เกี่ยวข้องกัน เนื่องจากในปัจจุบัน AI บน Search Engine มีความฉลาดมากขึ้น ทำให้ตรวจจับการแลกลิงก์ได้เร็วขึ้น และหากพบว่ามีการแลกลิงก์กับเว็บไซต์ที่ไม่มีความเกี่ยวข้อง เว็บไซต์ของเราจะถูก Search Engine มองว่าเป็นเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือและเป็นอันตราย

ใส่ keyword ในบทความมากเกินไปเพราะหวังว่าจะขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ ของเว็บไซต์ที่ทำ keyword นั้น ๆ แต่ด้วยความฉลาดของ AI ทำให้การแทรก keyword ที่มากเกินความจำเป็นและการเขียนเนื้อหาที่ไม่สามารถอ่านรู้เรื่องได้ จะทำให้เว็บไซต์ไม่น่าเชื่อถือ

แม้จะเป็นบทความของตัวเอง แต่การนำบทความเดิมมารีโพสต์บนเว็บไซต์ใหม่อาจทำให้กลายเป็นการลอกเลียนผลงานได้ ซึ่งหากต้องการที่จะนำบทความเดิมมาใช้ใหม่ ควรเรียบเรียงบทความใหม่หรือที่เรียกว่าการ Rewrite เพื่อป้องกันการที่ Search Engine มองว่าเว็บไซต์ใหม่นั้นเป็นเว็บไซต์ลอกเลียนที่ไม่ได้คุณภาพ

การแทรกลิงก์ในคำสำคัญที่มากเกินไปเพื่อให้ผู้ใช้ Click ไปยังหน้าซื้อสินค้าหรือบริการ ทำให้เว็บไซต์ถูกมองว่าเป็นเว็บที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน

โดยสรุปแล้วการทำ SEO สายดำไม่ได้ดีอย่างที่คิด เพราะแทนที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับ อาจกลายเป็นร่วงจากอันดับและถูกมองว่าเป็นเว็บไซต์อันตราย หรือไม่ได้คุณภาพในที่สุด

SEO สายดำ ทำแล้วดีจริงหรือ

post

รวมเครื่องมือ SEO ฟรี! มีอะไรบ้าง

Search Engine เป็นเครื่องมือสากลของคนทั่วโลกที่ใช้สำหรับหาข้อมูลต่าง ๆ ที่อยู่บนโลกออนไลน์ทำให้นักการตลาดออนไลน์จำเป็นต้องมีความรู้เรื่อง SEO

SEO หรือ Search engine optimization เป็นวิธีสำคัญที่ช่วยเพิ่มผู้เข้าชมให้กับเว็บไซต์ได้มากและแน่นอน เนื่องจากสามารถช่วยให้เว็บไซต์ขึ้นสู่อันดับต้น ๆ ของผลการค้นหาใน Search Engine ได้

มีนักการตลาดน้อยคน ที่จะมาบอกถึงว่าเครื่องมือใดบ้างที่จะช่วยให้การทำเว็บไซต์ SEO ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องมือ SEO ฟรี แต่ในบทความนี้เราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องมือ SEO ฟรี ที่จะช่วยให้การทำเว็บไซต์ SEO ง่ายขึ้น มีดังนี้

เครื่องมือ SEO ฟรี

Keyword Research – เป็นเครื่องมือหลักอันดับแรกที่นักการตลาดออนไลน์จะต้องมีไว้ เพราะเครื่องมือนี้จะช่วยให้บทความหรือเว็บไซต์ถูกหาเจอได้ง่ายมากขึ้น โดย Keyword Research มีหลายเว็บไซต์ที่ให้บริการฟรีและสามารถเลือก Keyword ภาษาไทยได้ เช่น Keyword Planner, Keyword.io หรือ neilpatel.com เป็นต้น ซึ่ง Keyword Research ส่วนใหญ่จะบอกจำนวนของการค้นหา, ความยากง่ายในการนำไปทำ SEO, ค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาด้วย Keyword นั้น ๆ เป็นต้น

Plagiarism Checker – เป็นเครื่องมือในการตรวจบทความซ้ำ เนื่องจากบทความที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นใหม่และไม่ซ้ำกับเว็บไซต์อื่นนั้น มีโอกาสจะได้รับการจัดอันดับจาก Search Engine ดีกว่า การใช้เครื่องมือนี้จึงใช้เพื่อเป็นการเช็คบทความว่าซ้ำกับใครหรือไม่ ก่อนการโพสต์ลงเว็บไซต์ แนะให้นำบทความไปเช็คเปอร์เซ็นต์การซ้ำของบทความก่อน หากมีส่วนที่ซ้ำ ก็นำผลการตรวจมาปรับและเรียบเรียงบทความใหม่

website.informer – เป็นเว็บไซต์สำหรับเช็คอายุโดเมน เพราะ Google จะมองความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์จากความใส่ใจของเจ้าของเว็บไซต์ผ่านอายุของโดเมน หลายคนเปิดเว็บไซต์มาเป็นเวลานานแต่ไม่เคยเช็คอายุของโดเมนจนปล่อยให้โดเมนหมดอายุ จึงทำให้ Google คัดเว็บไซต์ที่โดเมนหมดอายุไว้อันดับท้าย ๆ

mobile-friendly – ด้วยสมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์ที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายและถูกใช้ในการเปิดเข้าดูข้อมูลต่าง ๆ บนเว็บไซต์เหมือนกับการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ความเร็วและสัดส่วนของเว็บไซต์ไม่ได้เหมาะกับการเปิดบนสมาร์ทโฟน ดังนั้นเพื่อให้การใช้งานเว็บไซต์บนมือถือเป็นไปอย่างราบรื่น การเช็คด้วย search.google.com/test/mobile-friendly ก่อนเผยแพร่เว็บไซต์ จะช่วยให้ทราบว่าควรปรับปรุงเว็บไซต์หรือไม่อย่างไร เพื่อให้สามารถเข้าชมผ่านสมาร์ทโฟนได้ง่ายและเร็วขึ้น

เช็คอัตราการเข้าเว็บไซต์ – แม้ว่าการทำเว็บไซต์ในปัจจุบันจะง่ายกว่าเมื่อก่อน แต่เว็บไซต์ที่ให้บริการสร้างเว็บไซต์ฟรีอาจไม่มีบริการเช็คอัตราการเข้าเว็บไซต์ (Traffic) โดย Traffic จะเป็นการบอกแนวทางเว็บไซต์ของว่ามาถูกทางหรือไม่ ซึ่ง neilpatel.com/ubersuggest/ ให้บริการเช็ค Traffic ฟรี โดยจะบอกทั้งอัตราการเข้าเว็บไซต์จากการทำ SEO โดยใช้ Keyword และอัตราการเข้าสู่เว็บไซต์โดยเฉลี่ยรายเดือน

เครื่องมือทั้งหมดนี้เป็นเครื่องมือฟรีที่จะช่วยให้นักการตลาดออนไลน์มือใหม่สามารถสร้างเว็บไซต์ที่มีคุณภาพด้วยตัวเองได้ ทั้งนี้การอัปเดตเทรนด์การทำ SEO ให้ติดกระแสอยู่เสมอ รวมถึงการเขียนบทความให้มีประโยชน์โดยใช้ Keyword ที่มีคุณภาพ จะทำให้เว็บไซต์ได้รับการจัดอันดับที่ดีจาก Search Engine ได้

เครื่องมือ SEO ฟรี

post

จะเป็นนักเขียน SEO ต้องรู้อะไรบ้าง

การเป็นนักเขียน SEO เป็นอาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันเพราะมีตลาดงานที่กว้าง สอดคล้องกับการทำ SEO หรือ search engine optimization ให้ธุรกิจยุคใหม่หลากหลายประเภท อันเป็นส่วนหนึ่งของเทคนิคการทำตลาดออนไลน์ที่นิยมมากในปัจจุบัน

งานนักเขียน SEO ต้องมีการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนไป แนวทางที่ Google กำหนดและเพิ่มเติมเรื่อย ๆ ในแต่ละปี เรามาดูกันว่าในปี 2020 นี้ การเป็นนักเขียน SEO ต้องทำอะไรบ้าง

นักเขียน SEO ต้องทำอะไรบ้าง

การกำหนดเนื้อหา บทความ SEO การใส่รายละเอียดในบทความ SEO จะต้องเข้ากับ keyword ที่สืบค้นหรือวิจัยมาแล้วว่าเหมาะสม ตรงกับการพิมพ์ในช่องสืบค้นหรือ google search ของลูกค้าเป้าหมาย และจะต้องเขียนโดยการวิเคราะห์ว่า ผู้อ่านต้องการที่จะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร เช่น หากคุณต้องการเขียนเรื่องมือถือรุ่นใหม่ที่ออกมา ก็ควรเข้าถึงมุมมองของผู้ที่กำลังมองหามือถือเครื่องใหม่ ว่าต้องการรู้ถึงรายละเอียดที่แตกต่างกับรุ่นเดิม ๆ ด้านใดบ้าง จึงจะทำให้บทความมีทางความน่าสนใจและตรงกับการค้นหาอย่างแท้จริง

การวางตำแหน่งของ keyword นอกจากผู้เขียนต้องใส่ keyword ในบทความแล้ว ยังต้องใส่อยู่ในองค์ประกอบด้านอื่น ๆ ให้ครบถ้วนด้วย เช่น

ส่วนของหัวเรื่องหรือ title เพื่อการดึงดูดใจให้คนอ่าน

ส่วนของ URL address ของบทความนั้น ๆ

ส่วนของ Meta Description หรือบทบรรยายสั้น ๆ ประมาณ 100 คำ ที่เป็นการแนะนำบทความกระตุ้นให้คนคลิกอ่านบทความฉบับเต็มในเว็บไซต์

ส่วนหัวข้อย่อยในบทความ เปรียบเหมือนสารบัญอย่างย่อ

การอธิบายรูปภาพประกอบบทความ ที่จะต้องใส่ keyword เดียวกับบทความด้วย โดยใส่ใน alt text จะทำให้ได้รับผู้ชมจากการค้นหารูปภาพที่ตรงประเด็นมากขึ้น

การศึกษาวิธีการทำทั้ง 5 จุดที่กล่าวมา จะทำให้เพิ่มโอกาสในการถูกสืบค้น และทำให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้นักเขียนได้รับการจ้างงานสม่ำเสมอยิ่งขึ้นนั่นเอง

ความเป็นธรรมชาติในเนื้อหาบทความ SEO แม้ว่าจะต้องมีการใส่ keyword ในจุดต่าง ๆ กระจายทั่วบทความ แต่ก็ไม่ควรที่จะซ้ำบ่อยเกินไป เทียบเป็นอัตราส่วน 2.5% หรือ 100 คำ จะมี keyword ไม่เกิน 3 ครั้งและต้องเลือกใช้ในประโยคอย่างเหมาะสม ไม่กระทบต่อการสื่อความหมายต่าง ๆ อันจะทำให้การสื่อสารผิดพลาดหรือรบกวนสายตาผู้อ่าน

ความสดใหม่ของบทความ เนื้อหาบทความ SEO ที่ดีต้องคิดและเขียนขึ้นใหม่ด้วยตัวเอง ไม่มีการคัดลอกจากแหล่งอื่น ๆ เพราะจะทำให้ระบบ algorithm ตรวจสอบได้ว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ จะทำให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์ที่นำบทความที่มีการคัดลอกไปใช้นั้น ถูกลดอันดับไปอยู่ด้านล่าง ๆ ได้

จะเห็นได้ว่า นักเขียน SEO จำเป็นต้องรู้หลักการในการทำอย่างเหมาะสม และพัฒนาตัวเองเสมอเพื่อให้ตอบโจทย์การทำธุรกิจออนไลน์ได้ดีที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีคอร์สสอนการทำ SEO อยู่มาก ควรที่จะศึกษาและลงเรียนในคอร์สที่มีวิทยากรมืออาชีพ จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น

จะเป็นนักเขียน SEO ต้องรู้อะไรบ้าง

post

SEO หัวใจสำคัญของการตลาดออนไลน์

เมื่อระบบการค้าขาย และการทำธุรกิจสมัยใหม่ เปลี่ยนมาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ตามยุคดิจิทัล การทำตลาดจึงต้องมีเครื่องมือเฉพาะและแตกต่างไปจากวิธีการเดิม ๆ หากแต่อยู่บนพื้นฐานความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภค หนึ่งในเครื่องมือหลักของการตลาดยุคดิจิทัลนั้น มีคำว่า SEO อยู่ด้วยแน่นอน

SEO เป็นคำย่อมาจาก Search Engine Optimization เป็นวิธีการที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ใน Search Engine ยอดนิยมอย่าง Google หรือ Bing เพื่อให้จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มตาม

ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากผู้คนบนโลกออนไลน์ได้ใช้ Search Engine โดยเฉพาะ Google เพื่อการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ตามความสนใจมากและบ่อย ไม่น้อยไปกว่า สื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook, Instagram และ Line ล่าสุดมีการรายงานข้อมูลว่าแต่ละวันจะมีคนค้นหาข้อมูลบน Google มากกว่า 3,500,000,000 ครั้ง หรือ 40,000 ครั้ง/วินาที ทั้งการหาข้อมูลสำหรับซื้อสินค้า,ข้อมูลร้านอาหาร ท่องเที่ยว และการจ้างงาน เว็บไซต์ที่สามารถแสดงข้อมูลเป็นอันดับต้น ๆ ของ Googleได้ จึงถือเป็นเว็บไซต์ที่มีจำนวนผู้เข้าชมเป็นจำนวนมหาศาลด้วยเช่นกัน หากจะให้เห็นภาพชัด ๆ ก็คงเปรียบได้กับเป็นร้านค้าที่อยู่ในทำเลทอง มีคนเดินผ่านไปมาตลอดเวลา ซึ่งทำให้ผู้คนเหล่านี้ได้เห็นสินค้าโดยไม่ต้องทำโฆษณาเลย

แล้วเจ้าของเว็บไซต์ควรทำ SEO อย่างไร ?

คำตอบง่าย ๆ คือต้องทำเว็บไซต์ให้ตรงตามเกณฑ์การของ Google ให้มากที่สุด โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสิ่งที่ Googleให้ความสำคัญมากเป็นลำดับต้น ๆ คือเรื่อง เนื้อหา โครงสร้างและความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ โดยมีคำแนะนำถึงวิธีการและ เทคนิค SEO เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมคุณภาพให้กับเว็บไซต์ หลายเรื่องได้แก่

คีย์เวิร์ด (Keyword) ถือเป็นหัวใจสำคัญของเนื้อหาที่ปรากฏบนเว็บไซต์ คีย์เวิร์ด จะต้องสามารถสื่อความหมายได้อย่างชัดเจนว่าเว็บไซต์นั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร และจำเป็นต้องระบุคีย์เวิร์ดในจุดต่าง ๆ ของเนื้อหาอย่างเหมาะสม

ความเร็ว ในการเปิดเนื้อหาเว็บไซต์ (Speed) ต้องมากพอ เนื่องจาก ผู้คนให้ความสำคัญกับการเปิดเนื้อหาเว็บไซต์ที่มีความรวดเร็วมากกว่า เรื่องของความเร็วนี้ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ Google นำมาใช้คำนวณการจัดลำดับตำแหน่งผลการค้นหาเว็บไซต์ด้วย

ต้องรองรับการทำงานของแท็บเล็ตและ มือถือ (Responsive) เพราะทั้งสองอย่างนี้เป็นช่องทางการค้นหาเว็บไซต์และข้อมูลที่เติบโตอย่างรวดเร็วกว่าการค้นหาผ่านคอมพิวเตอร์

สร้างความเด่นให้กับรูปภาพ (Image) เนื่องจากมีการค้นหารูปภาพผ่าน Google มากขึ้น เจ้าของเว็บไซต์จึงต้องหาวิธีการช่วยให้รูปภาพเป็นที่รู้จักด้วย รูปภาพที่นำมาใช้บนเว็บไซต์ควรมีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ และควรใช้นามสกุลของรูปภาพให้ทันสมัย

นอกจากนี้ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับเว็บไซต์ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัย (Security) ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ Google ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการมีระบบป้องกันการเข้าโจมตีของแฮกเกอร์ (Hacker)

เทคนิคและเคล็ดลับของ SEO เหล่านี้ หากถูกนำไปใช้อย่างเหมาะสมก็จะทำให้ตำแหน่งการค้นหาเว็บไซต์ใน Search engine อยู่ในลำดับต้น ๆ ได้ไม่ยาก

แล้วเจ้าของเว็บไซต์ควรทำ SEO อย่างไร

post

ข้อดีและข้อจำกัดเกี่ยวกับ SEO ที่ทุกคนควรรู้

SEO หรือ search engine optimization เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้คนทำเว็บไซต์รุ่นใหม่ศึกษา และพัฒนาให้อันดับในการสืบค้นผ่าน Google ดีขึ้น เพื่อได้ผลลัพธ์ที่ดี คือ เพิ่มยอดขายและทำให้มีลูกค้ามากขึ้นต่อเนื่อง

แต่การทำ SEO ก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ซึ่งเราได้รวบรวมมาฝากกัน เพื่อให้ทุกท่านได้เข้าได้และคาดหวังผลได้ถูกต้องก่อนการเริ่มทำ ดังนี้

1. การทำ SEO ไม่จำเป็นต้องจ้าง

การทำ SEO สามารถเรียนรู้ทำได้ด้วยตนเองโดยการอ่านจากหนังสือเข้าคอร์สและเรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรง จะทำให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้างบริษัทเอกชนได้ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเปิดร้านค้าออนไลน์ที่มีต้นทุนน้อย ควรลดต้นทุนให้มากที่สุด

แต่หากเป็นเว็บไซต์ใหญ่ ๆ หรือเจ้าของกิจการที่ต้องทำงานหลายอย่างพร้อม ๆ กัน เช่น การบริหาร การวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ฯลฯ ก็อาจเลือกจ้างทำ SEO ถ้าประเมินแล้วคุ้มค่าเวลามากกว่า

2. จ้างโฆษณา SEM เสริมได้

การทำโฆษณา SEM หรือ search engine Marketing เป็นการประมูลพื้นที่โฆษณาในหน้าผลการค้นหาของ Google ให้ปรากฏในอันดับต้น ๆ และต้องมีการประมูลพื้นที่ระหว่างหลาย ๆ เว็บไซต์ที่ต้องการใช้ keyword เดียวกัน เป็นสิ่งที่ควรทำเสริมกับ SEO เฉพาะช่วงที่มีโปรโมชั่นสินค้าใหม่ ๆ ที่ต้องการกระตุ้นยอดขาย โดยประเมินแล้วว่ารายได้จะคุ้มค่ากับรายจ่ายนี้

อย่างไรก็ตาม แม้จะทำ SEO อย่างเดียว เว็บไซต์คุณก็มีอันดับที่ดีและมียอดขายสูงได้ เพียงอาศัยความสม่ำเสมอในการทำ หากคุณเป็นบริษัทที่มีงบประมาณน้อย ไม่ต้องการลงทุนมาก แนะนำให้ทำ SEO เป็นหลักจนเข้าใจภาวะเสถียรของการตลาดออนไลน์ในสายธุรกิจตัวเอง หากมีงบประมาณเหลือจึงค่อยทำ SEM เสริม

3. ต้องใช้ระยะเวลาสะสมข้อมูล

การทำ SEO ต้องให้ระบบ algorithm ของ Google มาเก็บข้อมูลสำรวจเป็นระยะ โดยต้องเข้าไปใน Google search Console ลงทะเบียนยืนยันตัวตนและแจ้งโดเมนที่ต้องการให้ Google มาเก็บข้อมูลก่อน

การทำ SEO ต้องอาศัยระยะเวลาเห็นผลโดยเฉลี่ย 3 ถึง 6 เดือนสำหรับธุรกิจทั่วไป และอาจมากถึง 1 ปี สำหรับธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง เพื่อให้อันดับ average position เปลี่ยนแปลง ต่างจากการจ้างทำโฆษณาซึ่งเห็นผลในช่วงไม่กี่วัน

4. เสริมภาพลักษณ์ธุรกิจ

การทำ SEO จะช่วยให้เว็บไซต์คุณดูทันสมัยและมีเอกลักษณ์ขึ้น เนื่องจากต้องมีการทำทั้งโครงสร้างเว็บไซต์ให้สวยงามใช้ง่าย ในระบบโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ การเชื่อมโยงลิงก์กับเพจหรือเว็บไซต์อื่น ๆ การใส่เนื้อหาที่มี keyword น่าสนใจตรงกับการสืบค้น ฯลฯ

การปรับปรุงองค์ประกอบเหล่านี้อยู่เสมอ จะทำให้แบรนด์ดูทันสมัยและมียอดขายที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนด้วย

จะเห็นได้ว่า SEO มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด การเรียนรู้ให้เข้าใจหลักการและนำมาพัฒนาเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการทำการตลาดรูปแบบอื่น ๆ จะทำให้คุณมีโอกาสประสบความสำเร็จในธุรกิจมากยิ่งขึ้นได้

การทำ SEO ก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด